ประกาศข่าว

/กำลังรับสมัครพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และบุคคลทั่วไป เข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขารัฐศาสตร์การปกครอง ปีการศึกษา ๒๕๕๔(ภาคเรียนที่ ๑):::

Google Adsense

Wednesday, 23 June 2010

สัปดาห์ที่ 2 : ศาสนายิวหรือยูดา

1. จุดเด่นของศาสนา

1. ศาสนายิว เกิดที่ประเทศปาเลสไตน์ ประมาณ 957 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็นเอกเทวนิยม คือนับถือพระยะโฮวา ชาวยิวเชื่อว่าพระยะโฮวาเป็นผู้สร้างโลก เป็นผู้ช่วยชาวยิวให้เป็นอิสระจากการเป็นทาสของชาวอียิปต์ ศาสดาของศาสนายิวคือโมเสส


2. คัมภีร์สำคัญในศาสนายิว คือ "ตานัค" แบ่งออกเป็น 3 ภาค คือ 1.คัมภีร์โตราห์ 2.ศาสดาประกาศก 3.วรรณกรรม นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์อีกเล่มหนึ่งซึ่งเป็นบทอธิบายเพิ่มเติมจากของเดิม เรียกว่า "คัมภีร์ทัลมุด"


3. ศาสนายิวมีหลักคำสอนที่สำคัญ คือ1)พระบัญญัติ 10 ประการ 2)เรื่องการสร้างโลก 3)เรื่องดวงวิญญาณ และ ศาสนายิวมีจุดหมายปลายทางสูงสุดของชีวิต อันเป็นสุขที่แท้จริงและนิรันดรที่ชาวยิวต่างมีความปรารถนาที่จะบรรลุถึงคือสวรรค์ (การมีชีวิตอยู่กับพระเจ้า) วิธีปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดหมายปลายทางนั้นจะต้องเชื่อฟัง จงรักภักดีบูชาพระยะโฮวาเจ้าเพียงพระองค์เดียวและเชื่อฟังปฏิบัติตามพระบัญญัติซึ่งพระยะโฮวาสั่งผ่านลงมาทางโมเสสโดยเฉพาะที่สำคัญยิ่งคือพระบัญญัติ 10 ประการ ชาวยิวเชื่อว่าชีวิตในโลกนี้มีครั้งเดียวจากนั้นก็จะไปอยู่ในโลกวิญญาณชั่วนิรันดร



4. นิกายในศาสนา ศาสนายิวมีนิกายที่สำคัญอยู่ 4 นิกาย ดังนี้ 1)นิกายออร์ธอดอกซ์ 2)นิกายปฏิรูป 3)นิกายอนุรักษ์นิยม 4)นิกายบูรณปฏิสังขรณ์ ส่วนสัญลักษณ์ในศาสนานั้น เดิมใช้เครื่องหมายเทียน 7 กิ่ง เป็นสัญลักษณ์ แต่ปัจจุบันใช้รูปสามเหลี่ยมซ้อนกัน 2 รูปเป็นดาว 6 แฉก เป็นสัญลักษณ์



5. ศาสนายิวในปัจจุบันนี้มีศาสนิกที่นับถือศาสนาอยู่ทั้งหมดประมาณ 12-13 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดอยู่ในประเทศอิสราเอล ในสหรัฐอเมริกามีประมาณ 5 ล้านคนในแคนาดาประมาณ 4 ล้านคน ในทวีปยุโรปประมาณ 3 ล้าน 5 แสนคนและในทวีปเอเชียประมาณ 3 ล้านคน




2. ประวัติความเป็นมาโดยสังเขป

ศาสนายิว เป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาศาสนาเอกเทวนิยมที่ยังมีชีวิตอยู่ ศาสนายิวเกิดประมาณ 957-657 ก่อนพุทธศักราช โดยคิดตามสมัยของโมเสส ผู้เป็นศาสดาของศาสนานี้ แต่ถ้าจะว่าตามความเชื่อของชาวยิวแล้วศาสนายิวเกิดตั้งแต่สมัยอับรามหรืออับราฮัม หรือที่ศาสนาอิสลามเรียกว่าอิบราฮิมแล้ว คือประมาณ 1,500 ปีก่อนพุทธศักราช ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว ศาสนายิวเป็นศาสนาของชนชาติยิวหรือที่เรียกกันว่าเฮบรู (Hebrew) ในสมัยโบราณ คำว่า ยูดา มาจากคำว่า จูดา และคำว่า ยิว มาจากคำว่า จูเดีย ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวเปอร์เซียหรืออิหร่านเรียก ประวัติย่อของชนชาติยิวมีว่า เป็นชาติที่เลี้ยงสัตว์ จึงต้องต้อนฝูงปศุสัตว์ไปหากินในถิ่นต่างๆ ชาวยิวจึงเป็นพวกเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อพยพเรื่อยไป ครั้นเข้าไปถิ่นไหนถิ่นนั้น ก็รังเกียจขับไล่ไม่ยอมให้อยู่ แม้แต่คำว่า เฮบรู ก็เป็นคำที่ชาวคานาอัน ตั้งให้ อันมีความหมายว่า พวกต่างถิ่น พวกเร่ร่อน หรือพวกมาจากฟากโน้น ชาวยิวอพยพไปเรื่อยๆ เพื่อหาอาหารให้ปศุสัตว์ แต่ยิ่งเร่ร่อนก็ยิ่งน้อยใจที่ไม่มีประเทศของตนอยู่ ผิดกับเผ่าอื่นๆอีกทั้งจำนวนประชากรยิวก็เพิ่มมากขึ้นทุกที ปัญหาเหล่านี้ทำให้หัวหน้าหมู่ชาวยิวคิดหนักทำอย่างไรยิวจึงจะมีประเทศอยู่ ทำอย่างไรชาวยิวจะมีอาหารเพียงพอไม่อดตาย ต่อมามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นแก่ชาวยิว คือสมัยที่ชาวยิวมีอับราฮัมเป็นหัวหน้าหมู่ อับราฮัมได้บอกชาวยิวว่า พระเจ้ามาหาตน พระองค์ได้ตรัสว่า พระองค์เป็นพระเจ้าองค์เดียว และทรงเป็นเทพเจ้าของชาวยิว พระองค์ทรงเลือกชาวอิสราเอลหรือชาวยิวเป็นประชากรของพระองค์ พระเจ้าทรงสั่งให้อับราฮัมอพยพออกจากถิ่นที่อยู่คือเมืองเออร์หรืออูร์ (Ur) ในแคว้นคาลเดีย ซึ่งตั้งอยู่แถบเมโสโปเตเมีย ไปอยู่ในดินแดนที่พระองค์จะประทานให้ แล้วจะทรงทำให้ชาวยิวเป็นชาติใหญ่ ชาติสำคัญของโลกดังที่พระองค์ตรัสว่า



"เจ้าจงออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดาของเจ้าไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้ เราจะให้เจ้าเป็นชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงโด่งดัง เลื่องลือไกล แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า"



อับราฮัมซึ่งตอนนั้นอายุ 75 ปีแล้ว ก็ได้พาชาวยิว ออกจากถิ่นเดิมมุ่งสู่แผ่นดินสัญญาหรือแผ่นดินที่พระเจ้าจะประทานให้แก่ชาวยิว อับราฮัมพาชาวยิวเดินทางมาเรื่อยๆ จนมาถึงแผ่นดินคานาอัน พระเจ้าจึงมาปรากฏแก่อับราฮัมและตรัสว่า1ดินแดนนี้เราจะยกให้พงศ์พันธุ์ของเจ้าŽ ชาวยิวอยู่ที่คานาอันระยะหนึ่งต่อมาเกิดทุพภิกขภัย ชาวยิวอดอยากลำบากมากอับราฮัมจึงพาชาวยิวออกเดินทางต่อไปจนถึงประเทศอียิปต์ อับราฮัมได้พาซาราย หรือต่อมาเรียกว่าซาร่าห์ ภรรยาของตนไปด้วย และเนื่องจากซาราห์เป็นคนสวยมาก หากอับราฮัมบอกแก่ชาวอียิปต์ว่าเป็นภรรยาของตนก็เกรงจะมีอันตราย จึงได้บอกว่าเป็นน้องสาวเมื่อฟาโรห์หรือกษัตริย์ของอียิปต์ทอดพระเนตรเห็นซาราห์ก็ทรงพอพระทัยรับไว้เป็นชายาและทรงโปรดปรานนางมาก ทำให้พระองค์โปรดลงมาถึงอับราฮัมที่มีน้องสาวสวยด้วยโดยพระราชทานสิ่งต่างๆ ให้แก่อับราฮัมอย่างมากมาย แต่ต่อมาทรงทราบว่าซาร่าห์เป็นภรรยาของอับราฮัม จึงไม่พอพระทัยที่ถูกหลอกจึงให้อับราฮัมและซาร่าห์พร้อมด้วยชาวยิวออกจากอียิปต์ อับราฮัมจึงพาชาวยิวกลับมาอยู่ที่คานาอันอีก อับราฮัมไม่มีบุตรกับซาราห์ซาราห์จึงยกสาวใช้ของตนชื่อฮากาห์ให้เป็นภรรยาของอับราฮัม ต่อมาฮาการ์มีบุตรคนหนึ่งชื่ออิสมาเอล ส่วนซาร่าห์ต่อมาก็มีบุตรคนหนึ่งชื่ออิสอัคหรือไอแซค (Isaac)



อับราฮัมได้ชื่อว่าเป็นปฐมบรรพบุรุษของชาวยิวและเป็นคนแรกของชาวยิวที่เปลี่ยนจากการนับถือเทพเจ้าจำนวนมากตามที่เชื่อกันในสมัยนั้น มาเป็นนับถือพระเจ้าองค์เดียว และพยายามชักชวนให้ชาวยิวมานับถือพระเจ้าองค์เดียวเหมือนตนด้วย อับราฮัมมั่นคงในพระเจ้าที่ตนนับถือมาก อย่างเช่นเมื่อพระเจ้าลองใจให้ฆ่าไอแซคบุตรของตนเป็นเครื่องเซ่นสังเวยพระองค์ อับราฮัมก็ตกลงทำตาม แต่ขณะที่อับราฮัมกำลังจะฆ่าลูกนั้น พระเจ้าก็ได้มาปรากฏและบอกว่าเป็นเพียงการลองใจเท่านั้น ไม่ต้องการให้ฆ่าจริงๆ และทรงเชื่อแล้วว่าอับราฮัมศรัทธาและภักดีต่อพระองค์จริง ว่าแล้วก็ทรงอวยพรให้อับราฮัมและชาติยิวเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยเหตุนี้อับราฮัมจึงได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งศรัทธาในศาสนายิว และเมื่ออับราฮัมอายุได้ 99 ปี พระเจ้าก็ได้มาปรากฏแก่อับราฮัมอีก และตรัสว่า "เราจะให้ดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ คือแผ่นดินคานาอันทั้งสิ้นแก่เจ้าและแก่เชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา ให้เป็นกรรมสิทธิ์นิรันดรและเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า" แต่พระเจ้าก็มีข้อแม้ว่าชาวยิวจะต้องจงรักภักดีต่อพระองค์ตลอดไป และชาวยิวจะต้องทำพิธีกรรมบางอย่างเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า เป็นผู้มั่นคงต่อพระเจ้าเป็นคนของพระเจ้านั่นก็คือทำพิธีสุหนัต ผู้ชายทุกคนต้องทำพิธีสุหนัต ใครไม่ทำก็แสดงว่า ไม่นับถือพระองค์ ดังพระดำรัสว่า



"เจ้าและพงศ์พันธุ์ของเจ้า จะต้องรักษาพันธสัญญาของเราไว้คือผู้ชายทุกคนจะต้องเข้าสุหนัต เจ้าจงเข้าสุหนัตตัดหน้งหุ้มปลายองคชาติของเจ้า นี่จะเป็นเครื่องหมายสำคัญของพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า ผู้ชายทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 8 วัน จะต้องเข้าสุหนัต ชายคนไหนไม่ได้เข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มองคชาติจะต้องถูกตัดจากชนชาติของเขา เขาได้ละเมิดพันธสัญญาของเรา"



อับราฮัมจึงจัดทำพิธีให้ชายชาวยิวทุกคนเข้าสุหนัต แม้ตัวอับราฮัมเองซึ่งมีอายุ 99 ปีแล้วก็เข้าทำสุหนัตพร้อมกับอิสมาเอลบุตรชาย เรื่องเข้าสุหนัตนอกจากจะเป็นพิธีสำคัญในศาสนายิวแล้วยังถือเป็นเรื่องจริงจังที่จะต้องทำในศาสนาอิสลามอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพราะศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ได้วิวัฒนาการมาจากศาสนายิว แต่ทว่าศาสนาคริสต์ไม่ได้ให้ความสำคัญในพิธีนี้นัก อับราฮัมได้ปกครองชาวยิวเรื่อยมาจนสิ้นชีวิต อัสอัคหรือไอแซคก็ได้รับตำแหน่งหัวหน้าหมู่ชาวยิวต่อมา ไอแซคแต่งงานกับเรเบคาห์และมีบุตรชาย 2 คน คือคนพี่ชื่อ เอซาว ส่วนคนน้องชื่อ ยาโคบ หรือยาคอบ เรบาคาห์รักลูกคนเล็กมาก จึงสนับสนุนให้เป็นหัวหน้าหมู่ หากสิ้นไอแซคแล้ว ทำให้เอซาวไม่พอใจจึงหาทางทำร้ายยาคอบ จนบิดามารดาเห็นว่าขืนให้ยาคอบอยู่จะเป็นอันตราย จึงส่งไปอยู่กับลุงชื่อ ลาบัน ที่เมืองฮาราน พี่ชายของเรเบคาห์ ต่อมายาคอบได้ลูกสาวทั้ง 2 คน ของลาบันเป็นภรรยา โดยบุตรสาวคนโตชื่อเลอาห์ ส่วนคนน้องชื่อราเซล และต่อมายาคอบได้ภรรยาอีก 2 คนซึ่งก็เป็นสาวใช้ของเลอาห์และราเซลนั่นเอง ยาคอบจึงมีบุตรถึง 12 คน จากภรรยาทั้ง 4 และบุตรทั้ง 12 คนนั้นก็เป็นต้นตระกูล 12 เผ่าของชาวอิสราเอล หรือที่เรียกในกาลต่อมาว่า อิสราเอลลิต หรือลูกอิสราเอล เฉพาะราเซลผู้เป็นภรรยาที่ยาคอบ โปรดปรานมากก็มีบุตร 2 คน คือ โยเซฟ และเบนโอนี่ หรือเบนยามิน ยาคอบได้อยู่ที่ฮารานหลายปีจึงเดินทางกลับภูมิลำเนา ขณะที่ยาคอบเดินทางไปคืนดีกับเอซาวพี่ชายของตนนั้น คืนหนึ่งได้มีบุรุษคนหนึ่งมาปล้ำกับยาคอบ ปล้ำกันจนเกือบสว่างก็ยังไม่มีใครชนะ บุรุษนั้นคือพระเจ้า พระองค์จึงประทานชื่อใหม่แก่ยาคอบว่า อิสราเอล ซึ่งแปลว่าผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า แต่บางตำราก็แปลว่าผู้มั่นคงต่อพระเจ้า เพราะฉะนั้นชาวยิวจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า อิสราเอล ยาคอบโปรดโยเซฟมาก และต้องการมอบตำแหน่งหัวหน้าหมู่ชาวยิวให้แก่โยเซฟ ทำให้พี่น้องคนอื่นๆ ริษยาหาทางทำร้ายโยเซฟ และเมื่อสบโอกาสจึงได้จับโยเซฟขายให้พ่อค้าเมืองมีเดียน และต่อมาพ่อค้าผู้นั้นได้นำโยเซฟไปขายกับโปทิฟาร์ ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ของฟาโรห์แห่งอียิปต์อีกต่อหนึ่ง



ด้วยเหตุนี้โยเซฟจึงตกเป็นทาสอยู่ในอียิปต์ ได้รับความลำบาก แต่ต่อมาได้อาศัยวิชาโหราศาสตร์ที่ตนมีความชำนาญอยู่ไต่เต้าขึ้นไปเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีแห่งอียิปต์ เรื่องย่อมีอยู่ว่า1คืนหนึ่งฟาโรห์หรือกษัตริย์อียิปต์สุบินไปว่า ขณะที่พระองค์ประทับอยู่บนฝั่งแม่น้ำไนล์ ก็ทรงเห็นโคอ้วน 7 ตัว ผุดขึ้นจากแม่น้ำไนล์ขึ้นมากินใบอ้อแล้วก็มีโคผอมรูปร่างอัปลักษณ์อีก 7 ตัว โผล่ขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์เช่นกัน แล้วได้กินโคอ้วนทั้ง 7 ตัว ฟาโรห์ทรงตกพระทัยตื่นบรรทม แต่ยังทรงง่วงนอนอยู่จึงทรงหลับอีกและก็ทรงสุบินอีกว่า ทรงเห็นต้นข้าวต้นเดียวมีรวง 7 รวง แต่ละรวงดกด้วยเมล็ดข้าวที่เต่งตึง แต่ครู่ต่อมาก็ทรงเห็นข้าวต้นนั้นมีรวงงอกออกมาอีก 7 รวงด้วยกัน แต่ทว่าแต่ละรวงมีแต่เมล็ดข้าวลีบไม่มีเนื้อ และเตรียมไหม้เพราะลมตะวันออก และแล้วรวงข้าวลีบ ก็ได้กินรวงข้าวดีทั้งหมด ฟาโรห์ทรงตกพระทัยมาก จึงทรงมีรับสั่งให้โหรหลวงมาทำนายสุบิน แต่ก็ไม่มีใครทำนายได้ มีคนกราบทูลว่ายังมีอีกคนหนึ่งชื่อโยเซฟ เขามีความสามารถทำนายความฝันได้แม่นยำมาก คงจะช่วยทำนายได้ ฟาโรห์จึงมีรับสั่งให้โยเซฟเข้าเฝ้าทำนายฝัน โยเซฟจึงทำนายว่า พระสุบินของพระองค์ทั้ง 2 เรื่อง หมายถึงอย่างเดียวกัน โคอ้วนพี 7 ตัว หมายถึงปีที่อุดมสมบูรณ์ 7 ปี และรวงข้าวดี 7 รวง ก็หมายถึงปีที่อุดมถึง 7 ปี เช่นกัน ส่วนโคผอม 7 ตัว หมายถึงปีที่อดอยาก 7 ปี และรวงข้าวลีบ 7 รวง ก็หมายถึงปีแห้งแล้งอดอยากถึง 7 ปีเช่นกัน ข้อนี้หมายความว่าประเทศอียิปต์จะมีฝนตกมาก ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ติดต่อกันถึง 7 ปีเช่นกัน แต่หลังจากนั้นจะเกิดความแห้งแล้งขนาดหนักไม่สามารถปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารอะไรได้ อียิปต์จะประสบแต่ทุพภิกขภัยอย่างหนัก อีก 7 ปี ผู้คนจะอดอยากจนถึงลืมปีที่เคยอุดมสมบูรณ์ที่ผ่านมา ส่วนที่ต้องสุบินถึง 2 ครั้ง ก็เพราะพระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้วว่าจะให้บังเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ฟาโรห์ได้สดับแล้ว ทรงเชื่อจึงทรงแต่งตั้งโยเซฟให้เป็นอัครเสนาบดี มีหน้าที่ดูแลสุขทุกข์ชาวอียิปต์ทั่วประเทศ และทรงตั้งนามใหม่ให้โยเซฟว่า ศาเฟนาทปาเนอาห์ และทรงประทานอาเสนัท บุตรีของโปทิเฟรา ปุโรหิตเมืองโอนให้เป็นภรรยา



โยเซฟเมื่อได้รับตำแหน่งแล้ว ก็ให้สร้างยุ้งฉางในที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และกาลต่อมาเหตุการณ์ก็เป็นไปอย่างที่โยเซฟทำนาย ประเทศอียิปต์สมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารติดต่อกันถึง 7 ปี โยเซฟก็ให้นำธัญญาหารมาเก็บไว้ในยุ้งฉางจนเต็มทั้งหมด และเมื่อสิ้นปีที่อุดมแล้ว ความแห้งแล้งขนาดหนักก็ได้เกิดขึ้น ประชากรอดอยากมาก ก็ได้อาหารจากยุ้งฉางที่โยเซฟให้สร้างไว้ประทังชีวิตสืบต่อมา เรื่องนี้ทำให้ฟาโรห์ทรงโปรดโยเซฟมาก โยเซฟจึงรุ่งเรืองด้วยลาภยศชื่อเสียง ทำให้ชาวยิวทราบข่าวจึงพากันอพยพมาอยู่ในอียิปต์อย่างมากมาย และอยู่กันอย่างมีความสุข เพราะบารมีของโยเซฟ แต่เมื่อสิ้นโยเซฟแล้ว ชาวยิวเริ่มลำบากขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ก็เพราะฟาโรห์องค์ใหม่ไม่พอพระทัยที่เห็นจำนวนประชากรยิวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากขืนปล่อยไว้จะเป็นภัยแก่อียิปต์ จึงทรงทำให้ชาวยิวเป็นทาส เกณฑ์ให้ชาวยิวทำงานหนัก เช่นสร้างปิรามิด เป็นต้น เพื่อชาวยิวจะได้ล้มตายไปเรื่อยๆ เป็นการลดจำนวนประชากรยิวไปในตัว และยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะลดประชากรยิวอย่างได้ผลทันที นั่นก็คือ ให้ฆ่าเด็กชายชาวยิวที่เกิดใหม่ทุกคน ดังที่ฟาโรห์ตรัสว่า1 "บุตรชายเฮบรูทุกคนที่เกิดมา ให้เอาไปทิ้งเสียในแม่น้ำไนล์แต่บุตรีทุกคนให้รอดอยู่ได้" การที่ฟาโรห์ให้ปล่อยเด็กหญิงไว้ก็เพื่อเมื่อเติบใหญ่จะให้แต่งงานกับชาวอียิปต์ จะเป็นการกลืนชาติยิวไปในที่สุด



ศาสนายิวถ้าจะว่าในทางวิชาการแล้วก็ว่าเกิดขึ้นในสมัยโมเสส กล่าวคือมีโมเสสเป็นศาสดา ส่วนประวัติของโมเสสจะได้กล่าวต่อไปเมื่อถึงเรื่องประวัติศาสดา ศาสนายิวเป็นศาสนาของชาวยิวมาตลอดตั้งแต่โมเสสนำมาเผยแผ่และเจริญรุ่งเรืองมากในช่วงที่ชาวยิวมีประเทศของตนเองที่แคว้นคานาอัน ชาวยิวมีประเทศอยู่สุขสบายเป็นเวลาประมาณ 700 ปี แต่ก็มีเคราะห์กรรมที่ต้องตกเป็นทาสของเขาอีก กล่าวคือเมื่อพระเจ้าโซโลมอนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติยิวสวรรคตในปี 379 ก่อนพุทธศักราช ยิวจึงได้แตกเป็น 2 อาณาจักร อาณาจักรทางเหนือเรียกว่าอิสราเอล ส่วนอาณาจักรทางใต้เรียกว่ายูดา เมื่อแบ่งเป็น 2 อาณาจักร ยิวก็เริ่มอ่อนแอและต่อมาหลังจากสิ้นสมัยของพระเจ้าโซโลมอนแล้วได้ 200 ปี อาณาจักรอิสราเอลก็ตกอยู่ในอำนาจของอัสซีเรียในปี 178 ก่อนพุทธศักราช ชาวยิวถูกจับเป็นทาส ส่งไปทำงานในดินแดนต่างๆ ทำให้ชาวยิวสาบสูญไปเป็นอันมาก เชื่อกันว่าชาวยิวมี 12 ตระกูลได้ถูกทำลายในครั้งนั้นถึง 10 ตระกูล ส่วนอาณาจักรยูดาก็ประคองตัวมาได้อีก 135 ปี ก็ตกเป็นเชลยของบาบิโลนในปีก่อนพุทธศักราช 43 พวกบาบิโลนได้ทารุณพวกยิวมาก ทั้งได้เผาทำลายบ้านเมืองตลอดถึงวิหารในเมืองเยรูซาเล็มที่พระเจ้าโซโลมอนทรงสร้างไว้ แต่บาบิโลน ก็ปกครองยิวได้เพียง 40 ปี บาบิโลนก็ตกเป็นเมืองขึ้นของเปอร์เซียในปีที่ 3 ก่อนพุทธศักราช ชาวยิวจึงตกอยู่ในอำนาจของเปอร์เซียโดยอัตโนมัติ แต่เปอร์เซียไม่โหดร้ายต่อชาวยิวเหมือนพวกบาบิโลนชาวยิวได้รับอนุญาตให้กลับบ้านเมืองได้ ชาวยิวจึงมีโอกาสมาซ่อมแซมบ้านเมืองและสร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ขึ้นใหม่ในกรุงเยรูซาเล็ม แต่ชาวยิวก็มีโอกาสผ่อนความทุกข์ได้ไม่นานตกเป็นทาสของกรีกอีก เพราะเปอร์เซียรบแพ้กรีกในปี พ.ศ. 210 และนอกจากเป็นเชลยกรีกแล้ว ต่อมาก็เป็นเชลยของซีเรียและโรมันตามลำดับอีก ก็ในช่วงที่ยิวตกอยู่ในอำนาจของกรีกและโรมัน ยิวได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส โดยเฉพาะสมัยที่โรมันปกครอง ชาวยิวถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลายรวมทั้งวิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นครั้งที่ 2 ชาวยิวต้องกระจัดกระจายไปอยู่ในประเทศต่างๆ ได้รับความทุกข์ทรมานตลอดมา แต่ถึงกระนั้นชาวยิวก็ยังถือตัวเป็นยิว คือ เป็นชนชาติที่พระเจ้าเลือก ยิวจะต้องมีประเทศของตนใหม่ และพระเจ้า จะต้องส่งคนดีมาช่วยชาวยิวอีก ความหวังเหล่านี้เป็นโอสถที่ช่วยเยียวยาชาวยิวซึ่งเป็นไข้หนักตลอดมา และช่วงใดที่ชาวยิวมีความทุกข์เดือดร้อนมากก็มักจะมีศาสดาพยากรณ์1มาช่วยบรรเทาทุกข์ในช่วงนั้น ศาสดาพยากรณ์ของยิวมีอยู่มาก อย่างเช่นช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5-8 มีศาสดาพยากรณ์ที่สำคัญอยู่ 16 ท่าน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกเป็นศาสดาพยากรณ์ใหญ่มี 4 ท่านคือ อิสยาห์ เยเรมีย์ เอเซเคียล และดาเนียล ส่วนอีกกลุ่มเป็นศาสดาพยากรณ์น้อยมี 12 ท่านคือ อามอส มิคาร์ โฮเซอา เศฟันยาห์ ฮะบากุก นาฮูม โยเอล โอบาคีย์ ฮักกัย โยนาร์ เศคาริยาห์ และมาลากี



ศาสดาพยากรณ์เหล่านี้ต่างก็ช่วยบรรเทาทุกข์ให้ชาวยิว เช่นให้ความหวังว่า เมสไซอาห์คือตัวแทนของพระเจ้าใกล้จะมาช่วยแล้ว อาณาจักรของพระเจ้าใกล้จะมาถึงแล้วเป็นต้น ชาวยิวถึงแม้จะกระจัดกระจายไปอยู่ตามประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก แต่ทุกคนถือตัวเป็นยิวและยึดมั่นในขบวนการไซโอน (Zion-movement) ว่าสักวันหนึ่งพระเจ้าจะประทานแผ่นดินให้ยิวอีก เพราะยิวเป็นประชากรของพระองค์ ยิวเป็นชาติที่พระองค์เลือก และต่อมาชาวยิวก็ต้องตื่นเต้นที่เห็นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "รัฐของชาวยิว" เขียนโดย ดร.ธีโอดอร์ เฮอซึล (Theodor Herzl) นักเขียนชาวเวียนนา ในหน้าแรกของหนังสือเล่มนั้น ดร.ธีโอดอร์ เฮอซึล เขียนไว้ว่า "ถ้าท่านตั้งใจจริง ก็จะไม่เป็นความฝันอีกต่อไป" และหลังจากหนังสือเล่มนั้นออกมาได้ 1 ปี ดร.ธีโอดอร์ เฮอซึล ได้จัดให้เปิดประชุมสากลขบวนการไซออนนิสต์ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปรากฏว่ามีผู้แทนชาวยิวมาประชุมจากทุกมุมโลก ดร.ธีโอดอร์ เฮอซึล ได้ทำนายไว้ว่าภายใน 50 ปี หลังจาก การประชุมนั้น จะมีประเทศอิสราเอลขึ้นมาอีก และแล้วเหตุการณ์ตามคำทำนายของดร.ธีโอดอร์ เฮอซึล ก็เป็นจริง กล่าวคือ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 สภาองค์การสหประชาชาติได้ลงคะแนนสนับสนุน 33 เสียง คัดค้าน 13 เสียง และไม่ออกเสียง 10 เสียง ประกาศให้แบ่งปาเลสไตน์ ออกเป็น 2 รัฐ คือรัฐยิวและรัฐอาหรับ เพราะฉะนั้นในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 ยิวจึงประกาศเอกราชเป็นประเทศอิสราเอลขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยมี เดวิด เบนกูเรียน เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นคนแรก ประเทศอิสราเอลยังยืนยงมาถึงปัจจุบันนี้ แต่กว่าจะตั้งประเทศขึ้นได้ใหม่ก็ต้องใช้เวลานานกว่า 2,000 ปี ชาวยิวถึงแม้จะมีประเทศของตนใหม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่หมดทุกข์ เพราะมีปัญหารอบด้านกับประเทศต่างๆ ใกล้เคียงตลอดทั้งปัญหาชาวปาเลสไตน์ด้วยดังที่ทราบกันอยู่แล้ว



ศาสนายิวเป็นศาสนาเอกเทวนิยม นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียวคือพระยะโฮวาห์จะหันเหไปสนใจพระเจ้าอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องราวต่างๆ ในคัมภีร์พันธสัญญาเดิมหรือโตราห์ซึ่งเป็นคัมภีร์ชั้น 1 ของศาสนายูดาจึงมักมีเรื่องพระเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ และเรื่องพระเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้องก็มีอยู่มากในศาสนาคริสต์ และอิสลามด้วย โดยเฉพาะในคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม จะเต็มไปด้วยเรื่องพระเจ้า ทั้งนี้ก็เพราะทั้งศาสนาคริสต์และอิสลามได้วิวัฒนาการมาจากศาสนายิว ชาวยิวนอกจากจะมีศรัทธาต่อพระยะโฮวาห์ หรือ เยโฮวาห์ หรือยาห์เวห์แล้ว ก็ยังถือโตราห์เป็นธรรมนูญชีวิตอีกด้วย ชาวยิวจะใช้คำสอนในศาสนามาเป็นเครื่องดำเนินชีวิตและตัดสินปัญหาต่างๆ ทำนองเดียวกับมุสลิมถืออัลกุรอานเป็นธรรมนูญชีวิต เพราะฉะนั้นศาสนายิวนอกจากจะเป็นศาสนาแล้ว ยังเป็นวิถีชีวิตของชาวยิวอีกด้วย

3. ศาสดา



ชนชาติยิวหรือเฮบรูเป็นผู้ฉลาด ทรหดอดทน กระเหม็ดกระแหม่ และรักพวกพ้อง เมื่อเข้าไปอยู่ในอียิปต์ก็ได้สร้างความเจริญให้แก่อียิปต์เป็นอันมาก "พิระมิด" อนุสรณ์แห่งความยิ่งใหญ่ทางสถาปัตยกรรมของอียิปต์ที่ปรากฏเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นผลงานอันเกิดจากแรงปัญญาและกำลังกายของชาวเฮบรู ผู้เข้าไปอยู่ในอียิปต์ในฐานะเป็นทาสของชาวอียิปต์นั่นเอง ความเติบโตอย่างรวดเร็วของจำนวนชาวเฮบรูที่อาศัยอยู่ในอียิปต์ กลายเป็น เรื่องหนึ่งที่ทำให้พระเจ้ากรุงอียิปต์ทรงหวั่นพระทัยไปว่า สักวันหนึ่งข้างหน้าถ้าพวกเฮบรูนี้คิดแย่งชิงมีอิทธิพลเหนือแผ่นดิน ก็ไม่มีทางที่อียิปต์จะสู้ได้ จึงดำริแก้ปัญหาด้วยวิธีการตัดไฟเสียแต่ต้นลม โดยการจำกัดเขตให้พวกเฮบรูอยู่ที่แห่งเดียวกันเป็นสัดส่วน ห้ามไม่ให้ไปเที่ยวแทรกซึมปะปนอยู่กับชาวอียิปต์อีกต่อไป ยิ่งให้อยู่ที่เดียวกัน จำกัดเขตแดนมากเท่าไรดูเหมือนว่าก็มีการเพาะพันธุ์เพิ่มจำนวนประชากรมากขึ้นเท่านั้น กลายเป็นเพิ่มทวีความหวาดหวั่นภัยของพระเจ้ากรุงอียิปต์มากขึ้น จึงต้องตัดสินพระทัยแก้ปัญหานี้ด้วยความหฤโหดของซาตาน คือ ออกคำสั่งให้จับเด็กชายชาวเฮบรูที่เกิดใหม่ไปประหารชีวิตเสีย ยังผลให้น่าเศร้าสลดสำหรับเด็กชาวเฮบรูที่ต้องสิ้นชีวิตลงเป็นจำนวนมากในครั้งนั้น



3.1 ชาติกำเนิดและปฐมวัย



การที่พระเจ้ากรุงอียิปต์ออกคำสั่งประหารชีวิตเด็กชาวเฮบรูครั้งนั้น อยู่ในช่วงประมาณ 12001500 ปี ก่อนพุทธศักราช โมเสสเป็นบุตรเกิดใหม่คนหนึ่งของพ่อแม่ชาวเฮบรู (ยิว) ที่ตกไปเป็นทาสรับใช้ของชาวอียิปต์และเกิดในช่วงที่มีการออกคำสั่งของพระเจ้ากรุงอียิปต์เพื่อให้ลูกของตนรอดพ้นจากน้ำมือของเพชฌฆาตอียิปต์ที่คอยจับเอาเด็กแดงๆ ชาวเฮบรูไปประหารชีวิต แม่ของโมเสสจึงรีบอุ้มเอาโมเสสหนีออกจากบ้านด้วยหมายจะไปตายเอาดาบหน้าก็ว่าได้ ขณะหนีไปก็คิดว่าหาวิธีรอดพ้นแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยตัดสินใจยกให้เป็นบุญกรรมของโมเสสก็แล้วกัน ว่าแล้วเมื่อไปถึงแม่น้ำไนล์ก็เอากระจาดมาใบหนึ่ง ปูเบาะรองพื้นที่กระจาดใบใหญ่แล้วค่อยวางเด็กแดงโมเสสลงในกระจาด แล้วปล่อยให้ลอยไปตามกระแสแม่น้ำไนล์ พลางอธิษฐานขอฟ้าดินให้ช่วยลูกให้ปลอดภัย กระจาดใบนั้นก็ลอยไปเรื่อยๆ จนถึงท่าน้ำหลวงเป็นที่ลงสรงสนานของพระธิดากษัตริย์ฟาโรห์ผู้ครองกรุงอียิปต์ ในขณะนั้นพระธิดาของพระเจ้ากรุงอียิปต์กำลังสรงน้ำพอดี พระธิดาทอดพระเนตรเห็นเข้า จึงให้คนไปเก็บขึ้นมา ทรงเห็นเด็กน่ารักยังมีชีวิตอยู่ จึงทรงนำไปเลี้ยงไว้โดยประทานชื่อว่า โมเสสแปลว่า ผู้รอดตายจากสายน้ำ



3.2 พระโอรสเลี้ยงและมัชฌิมวัย



พระธิดากษัตริย์ฟาโรห์ได้ทรงรับเอาโมเสสมาเป็นบุตรบุญธรรม หรือพระโอรสเลี้ยง โดยมอบหมายให้หญิงคนสนิทซึ่งเป็นชาวเฮบรูแอบนำไปเลี้ยงไว้อย่างลับๆ ให้ได้รับการศึกษาอย่างดีจนกระทั่งโต เมื่อโมเสสเติบโตขึ้นเจ้าหญิงก็พรากโมเสสจากแม่เลี้ยงเข้าไปอยู่ในวัง แต่โมเสสมีเลือดเฮบรู ธรรมชาติสอนให้เป็นคนสงสารชาวเฮบรูผู้ตกเป็นทาสของอียิปต์ ที่สุดก็มี ผู้บอกว่าตนมีเลือดเป็นชาวเฮบรู ไม่ใช่ชาวอียิปต์



ประวัติศาสตร์ตอนนี้กล่าวไว้ว่า วันหนึ่งโมเสสออกจากวังไปดูชาวเฮบรูทำงานให้ชาวอียิปต์ ได้เห็นทาสเฮบรูถูกผู้คุมงานอียิปต์ทำทารุณเฆี่ยนตีจนถึงตาย ก็บันดาลโทสะฆ่าผู้คุมงานชาวอียิปต์คนนั้นเสีย แล้วหนีออกจากกรุงอียิปต์ไปอยู่ที่เมืองมิเดียน (Midian) ในอาหรับบวชเป็นพระและเปลี่ยนชื่อเป็น โฮบับ (Hobab) หรือ Jethro ต่อมาได้แต่งงานกับลูกสาวของนักบวชที่เมืองนั้น หลังจากนั้นได้ลักลอบเดินทางเข้าประเทศอียิปต์เพื่อหาทางช่วยพวกเฮบรู เมื่อไปถึงประเทศอียิปต์ปรากฏว่า ฟาโรห์องค์ก่อนสิ้นพระชนม์แล้วฟาโรห์องค์ใหม่ทรงยกโทษให้โมเสส เพราะด้วยถ้าจะประหารก็เสียดายความรู้ แต่โมเสสจะต้องลดฐานะตัวเองลงเป็นทาส มีฐานะเหมือนชาวเฮบรูทั้งหลาย ตั้งแต่นั้นมาโมเสสได้เป็นหัวหน้าทาสเฮบรู ช่วยเขาทำอิฐและรับก่อสร้างให้แก่ชาวอียิปต์ ระหว่างนี้เองโมเสสได้รวบรวมชาวเฮบรูก่อตั้งเป็นสมาคมก่ออิฐ เพื่อใช้เป็นศูนย์รวบรวมผู้คนชาวเฮบรู นักพงศาวดารกล่าวไว้ว่า โมเสสควรจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตั้งสมาคมหรือสหพันธ์คนงานขึ้นเป็นคนแรกในโลก



โมเสสเคยทูลขอพระเจ้าแผ่นดินให้เลิกบังคับให้ชาวเฮบรูลงเป็นทาส และทูลขออนุญาตพาพี่น้องชาวเฮบรูออกจากประเทศ แต่ไม่ได้รับอนุญาต แต่มาเกิดโรคระบาดขึ้นทั่วประเทศ ฟาโรห์ไม่สามารถจะแก้ไขได้ ก็ทรงเข้าพระทัยว่าภัยดังกล่าวเกิดจากการที่พระองค์ทรงกักพวกเฮบรูไว้ ทำให้พระเจ้าของพวกเฮบรูไม่พอพระทัย จึงตัดสินพระทัยอนุญาตให้โมเสสพาพวกเฮบรูออกจากกรุงอียิปต์ได้



3.3 ปัจฉิมวัยและได้รับบัญญัติ 10 ประการ



เมื่อโมเสสได้รับอนุญาตจากพระเจ้ากรุงอียิปต์ ให้พาพี่น้องชาวเฮบรูออกจากอียิปต์ได้ ปรากฏว่าก่อนจะออกเดินทางจากอียิปต์ไป โมเสสก็ได้ออกบัญญัติให้ทุกคนนับถือพระเจ้าเป็นที่พึ่งเพียงพระองค์เดียว เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งความกลมเกลียวของหมู่คณะและบังคับให้ชายทุกคนขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศออกให้หมดก่อน เพื่อสะดวกแก่การทำความสะอาดในการเดินทางไกล (พวกมุสลิมรับเอาลัทธินี้มาเป็นพิธีของตนในภายหลัง) เมื่อโมเสสพาพี่น้องชาวเฮบรูออกจากอียิปต์มีอายุ 80 ปี เขาให้สัญญาแก่ชาวเฮบรูว่า พระเจ้าดลใจเขาให้พาชาวเฮบรูไปสู่ดินแดนอุดมสมบูรณ์ที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เป็นของชาวเฮบรู(เรียกว่า ดินแดนสัญญา)



ครั้นเมื่อพวกเฮบรูออกเดินทางไปแล้ว ทางอียิปต์เกิดปริวิตกกลัวไปว่าพวกเฮบรูอาจจะกลับมาก่อการร้าย โดยอาจจะไปชักชวนหรือระดมกำลังจากชาติอื่นๆ มาโจมตีอียิปต์ก็ได้ พระเจ้ากรุงอียิปต์จึงส่งกองทัพทหารออกติดตาม ถ้าทันในระหว่างทางก็ให้เข้าโจมตีประหารชีวิตเสียสิ้น กองทัพทหารอียิปต์ตามไปทันในขณะที่พวกเฮบรูกำลังข้ามทะเลแดง พอพวกเฮบรูข้ามได้หมด กองทัพทหารอียิปต์ก็ถูกน้ำท่วมทับตายลอยน้ำกลาดเกลื่อน ข้อความในคัมภีร์กล่าวอธิบายเหตุการณ์นี้ในเชิงปาฏิหาริย์ไว้ว่า เมื่อโมเสสพาพี่น้องชาวเฮบรูเดินทางมาถึงทะเลแดง หาแพหาเรือหาสะพานข้ามไม่ได้ ก็ได้วิงวอนต่อพระเจ้าให้โปรดทรงช่วย พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้น้ำในทะเลแดงแหวกออกเป็นช่อง และทรงบันดาลให้เกิดพายุอย่างแรงจน แผ่นดินที่เป็นพื้นทะเลแห้ง พวกเฮบรูจึงได้เดินบนพื้นดินแห้งกลางทะเลแดงในระหว่างช่องแหวกของน้ำได้อย่างสบาย มองเห็นผนังน้ำเป็นกำแพงสูงทั้งสองข้าง ครั้นเมื่อกองทัพทหารอียิปต์ตามลงมาในทางเดียวกันนั้นน้ำก็กลับเข้าหากัน และท่วมกองทัพทหารอียิปต์ตายระเนระนาดกลาดเกลื่อนทั้งกองทัพ การเดินทางของพวกเฮบรูต้องประสบกับความลำบากผ่านความทุรกันดารไปมาก จนกระทั่งใกล้ถึงภูเขาซีไน (Sinai) พวกเฮบรูที่ทนความลำบากไม่ได้ก็พากันเริ่มคิดว่า โมเสสจะพาให้พวกเขามาตาย ความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อโมเสสเริ่มเสื่อมคลายลง ศรัทธาที่เคยมีว่า พระเจ้าผู้สูงสุดที่บรรพบุรุษของตนนับถือมา จะได้ช่วยให้ไปถึงแผ่นดินสัญญาก็เริ่มลดถอยน้อยลงเป็นลำดับ บางคนใคร่จะตามโมเสสต่อไป บางคนอยากจะเดินทางกลับ ในที่สุดชาวเฮบรูก็แตกความสามัคคีกันออกไปเป็นหลายพวกหลายฝ่าย



ครั้นคนทั้งหลายแตกความสามัคคีกัน โมเสสเห็นอวสานของชาวเฮบรูใกล้จะมาถึง จึงตัดสินใจแก้ไขเหตุการณ์ด้วยสติปัญญาอันหลักแหลม โมเสสปล่อยพวกเฮบรูไว้ ตนเองรีบขึ้นไปอาศัยอยู่บนภูเขาซีไน จะว่าไปเพื่อหาความสงบทางใจหรือเพื่อไปค้นคิดหาทางลงมาช่วยชาวเฮบรูให้สามัคคีกันก็ว่าได้ ไม่ช้านัก (ประมาณ 40 วัน) โมเสสก็กลับลงมาจากภูเขานำแผ่นหินจารึกบัญญัติ 10 ประการ 2 แผ่น แผ่นละ 5 บัญญัติ ลงมาด้วย บอกว่าพระเจ้าได้แสดงแก่ตนบนภูเขา ทรงบอกให้ทราบว่า ที่เฮบรูต้องรับทุกข์เพราะมีผู้ประพฤติชั่วกันมากและทรงประทานบัญญัติ10 ประการให้มาแจ้งแก่ชาวเฮบรูเพื่อรับไปประพฤติปฏิบัติ ผู้ใดยอมรับนับถือและปฏิบัติตามจะได้รับความคุ้มครองจากพระเจ้า ผู้ใดไม่เชื่อและไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษ



จะเห็นได้ว่าโมเสสเป็นคนฉลาด เป็นหัวหน้าหมู่คนได้ และที่สำคัญที่สุดคือเป็นศาสดา ที่ดีเช่นเดียวกับศาสดาผู้มีความสามารถท่านอื่นๆ สามารถวางบัญญัติและคำสอนเพื่อสาวกของตน สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและระยะยาวได้ โดยอาศัยเหตุการณ์ขณะนั้นมาเป็นอาทิกรรม คือ เป็นต้นบัญญัติ ดังจะเห็นได้ว่าในขณะที่ชาวเฮบรูเร่ร่อนระหกระเหิน พร้อมกับมีการคลุกคลีในหมู่คณะอยู่นั้น มีการประพฤติชั่วต่างๆ เช่น



- ไม่ยืดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นที่พึ่งทางใจอย่างจริงจัง



- มีความเห็นไม่ลงรอยกัน



- ประพฤติตนเป็นคนชั่วช้า ปราศจากศีลธรรมอันดีงาม มีการประพฤติผิดประเวณี ลักขโมย พูดจาปราศจากสัจจะ เนรคุณบิดามารดา เป็นต้น



โมเสสเห็นเป็นการยากที่จะปกครองให้สามัคคีได้ จึงยกเอาความประพฤติชั่วดังกล่าวมาเป็นต้นเหตุประกาศบัญญัติ 10 ประการ นอกจากนี้โมเสสยังได้หาวิธีการที่จะรักษาความสามัคคีและที่จะกระชับความสามัคคีให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดย



- การประกาศยืนยันว่า บัญญัติ 10 ประการ เป็นบัญญัติของพระเจ้าที่พระองค์ได้ประทานลงมาเพื่อชาวเฮบรูทั้งหลาย บัญญัตินี้เป็นเสมือนเครื่องผูกพันแห่งชาติและวงศ์ตระกูล



- ให้พวกเฮบรูแต่งงานกันเองในหมู่ของตนไม่ยอมให้คนชาติอื่นพวกอื่นมาปะปน



- การจัดให้มีค่ายบริสุทธิ์ (Holy Tent) เป็นที่ประกอบพิธีศาสนา โดยโมเสสเองเป็นผู้นำในพิธีและให้โยซัว (Joshua) อัครสาวกมือขวาเป็นทายาทสืบต่อตำแหน่งผู้นำค่ายบริสุทธิ์ ต่อมากลายเป็นศาสนปูชนียสถานสำหรับชาวเฮบรู กลายเป็นสถานที่รวมคน สถานที่รวมศรัทธา ช่วยให้เกิดความสมัคคีเป็นปึกแผ่นกลุ่มก้อน ต่อมาสถานที่ดังกล่าวกลายเป็นรูปวิหารหรือโบสถ์จนตราบเท่าทุกวันนี้



- ให้มีหีบบัญญัติ (Box of Convenant of Yahweh) ภายในหีบบรรจุหินศักดิ์สิทธิ์จารึกบัญญัติไว้ 2 แผ่น แผ่นละ 5 บัญญัติ จะไปไหนก็ช่วยกันแบกหีบนั้นไปด้วย ก็จะเท่ากับพระยะโฮวาได้เสด็จร่วมสุขร่วมทุกข์ คอยปกป้องคุ้มครองรักษาชาวเฮบรูไปด้วย เพื่อช่วยผูกพันหมู่คณะให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน



รวมความได้ว่า โมเสสเป็นผู้ฉลาด มีมานะอดทน บึกบึน มุ่งเอาชนะชีวิต ชนะศัตรู เพื่อเห็นแก่ส่วนรวมอันเป็นวงศ์ตระกูล เผ่าพันธุ์ สมเป็นนักศาสนาและหัวหน้าปกครองคน โดยตระหนักในความจริงอยู่เสมอว่า ศาสนาเป็นรากใจคน หมู่คนเป็นเสมือนต้นไม้ใหญ่ ควรมีรากผูกพันให้แน่นแฟ้น เพื่อความทรงอยู่ของลำต้น ข้อนี้ฉันใด ศาสนาหากแตกแยกนับถือกันคนละอย่างสองอย่างตามความพอใจ หมู่คนก็ย่อมแตกแยกได้ ฉะนั้นหมู่คนจึงควรมีศรัทธาอย่างเดียวกัน นอกจากได้อบรมรั้งใจให้พวกเฮบรู หรืออิสราเอลยอมรับนับถือแต่พระยะโฮวาพระองค์เดียวแล้ว โมเสสยังได้ตั้งกฎหมาย วางระเบียบการปกครองพวกอิสราเอลิตไว้เป็น หลักฐานด้วย แต่กฎหมายก็ดี ระเบียบการปกครองก็ดี ที่โมเสสตั้งขึ้นนั้น พระเจ้าแทรกแซงอยู่ด้วยเสมอ กล่าวคือ พระเจ้าเป็นผู้ปกครองสูงสุดของชาวอิสราเอลหรือเฮบรู แต่มีผู้แทนพระองค์คนหนึ่งอยู่ในโลกนี้



เมื่อโมเสสพาพี่น้องชาวเฮบรูเร่ร่อนต่อไป จนถึงลุ่มแม่น้ำจอร์แดนอันเป็นถิ่นอุดมสมบูรณ์ และได้ต่อสู้กับชาวคานาเจ้าของถิ่น เมื่อโมเสสสิ้นชีวิตลงโยซัวก็ได้เป็นผู้นำต่อมา ในที่สุดชาวเฮบรูก็สามารถยึดดินแดนแถบนี้ได้ จึงมีอาชีพเป็นหลักแหล่งไม่ต้องเร่ร่อนเหมือนแต่ก่อน อาชีพที่ทำก็คือ การกสิกรรมและการเลี้ยงปศุสัตว์ ในสมัยต่อมาพวกเฮบรูเผ่าต่างๆ ก็ได้รวมกันเป็นปึกแผ่น มีลักษณะเป็นประเทศ มีกษัตริย์ปกครองคือ โซล (Saul) เป็นปฐมกษัตริย์ ประมาณ 1,000 ปีก่อนพุทธศักราช ต่อมาเดวิด (David) ได้เป็นกษัตริย์และได้สถาปนาอาณาจักร ยูดาขึ้น ณ บริเวณที่ราบสูงยูเดีย และสมัยนี้เองที่พวกเฮบรูหรืออิสราเอลเรียกตัวเองว่า ยิว หรือยูดา เมื่อสิ้นสมัยของเดวิดก็ได้พระราชโอรสคือ โซโลมอน (Solomon) เป็นกษัตริย์ต่อมา โซโลมอนได้โปรดให้สร้างโบสถ์ใหญ่ที่งดงามขึ้นที่กรุงเยรูซาเลม เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีทางศาสนาของชาวเฮบรู สมัยของโซโลมอนเป็นสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเฮบรู



หลังจากสมัยกษัตริย์โซโลมอนแล้ว ประเทศก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 รัฐเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจอะไรมากกว่ากัน คือ รัฐยูดาห์ (Judah) และอิสราเอล (Israel) ทั้งสองรัฐต่างทำสงครามกันอยู่เนืองๆ จนกระทั่งเมื่อราวศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล รัฐทั้งสองตกเป็นเมืองขึ้นของแอสซีเรีย รัฐอิสราเอลถูกลดฐานะลงเป็นเมืองหนึ่งในอาณาจักร คงเหลือแต่รัฐยูดาห์ ต่อมาก็ตกอยู่ใต้การยึดครองของพระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ และตีได้กรุงเยรูซาเลม ซึ่งเป็นเมืองหลวงไว้ได้ในราว 586 ปีก่อนคริสตกาล และกวาดต้อนเอาพวกเฮบรูหรือยิวไปเป็นเชลยเป็นจำนวนมาก ต่อมากษัตริย์ไซรัสแห่งเปอร์เซียมีชัยชนะเหนือบาปิโลนเนียและเข้ามามีอำนาจเหนือยูดาห์ได้ปลดปล่อย ชาวเฮบรูให้เป็นอิสระ ชายเฮบรูบางส่วนได้กลับคืนสู่ปาเลสไตน์ ซึ่งมีฐานะเป็นเมืองขึ้นของเปอร์เซีย การที่ต้องสูญเสียเอกราชและต้องถูกจับกุมตัวไปเป็นเชลยในต่างแดนเป็นจำนวนมากมายนี้ มิได้ทำให้ยิวเสียความเป็นตัวของตัวเองอย่างไรเลย พวกยิวที่มาจากยูดาห์นั้นเมื่อไปหลบหลีกอยู่ประเทศอื่นนั้น มีเจตนาแรงกล้าที่จะคงความเป็นยิวตลอดไป ไม่ยอมปล่อยตนเองแปรเปลี่ยนเป็นชาติอื่น เนื่องจากพวกยิวมีศรัทธาต่อพระคัมภีร์เก่า ไม่ว่าพวกยิวจะถูกกวาดต้อนไปอยู่ประเทศใด หรืออพยพไปอยู่ในประเทศใด พระเจ้าของยิวนั้นมิได้ประทับอยู่แต่วิหารที่กรุงเยรูซาเลมเท่านั้น แต่อยู่ในใจของพวกยิวทุกคนไม่ว่าพวกยิวจะไปถึงไหน พระเจ้าก็ต้องตามไปที่นั่น ครั้งสมัยกรีกและโรมันเรืองอำนาจ ปาเลสไตน์ก็ตกอยู่ใต้การปกครองกรีก และโรมันตามลำดับชาวเฮบรูที่ตกอยู่ใต้การปกครองของจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันในระยะศตวรรษที่หนึ่ง ในสมัยคริสตกาลได้ก่อการจลาจลขัดขืนอำนาจการปกครองของโรม ทางโรมจึงได้ยกกองทัพไปปราบปรามอย่างทารุณ ทหารโรมันได้ทำการประหัตประหารชาวยิวเป็นจำนวนมากมาย พวกที่เหลือก็เร่ร่อนไปอาศัยอยู่ตามส่วนต่างๆ ของยุโรปและเอเชีย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามว่าพวกยิว (Jews)



สิ่งที่ชาวยิวให้แก่อารยธรรมโลกที่สำคัญที่สุดคือ ศาสนานับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวา (Jehovah) และหลักศีลธรรม วรรณคดีของพวกยิวในยุคโบราณเกี่ยวกับศาสนาทั้งสิ้น วรรณกรรมที่สำคัญที่สุดได้แก่ พระคัมภีร์ไบเบิ้ล (Bible) พระคัมภีร์นี้นับเป็นหนังสือที่อ่านแพร่หลายที่สุดในโลก และแปลออกเป็นภาษาต่างๆ มากกว่าวรรณกรรมอื่นใดทั้งสิ้น



4. คัมภีร์



เป็นที่ทราบกันดีว่าพระคัมภีร์ไบเบิ้ลมีสองส่วน ส่วนแรกเป็นภาคพันธสัญญาเดิม (The Old Testament) ซึ่งกล่าวถึงประวัติแห่งการสร้างโลกตามแนวคิดของพวกฮิบรูและกล่าวถึงคำสั่งสอนของบรรดาศาสดาประกาศก (TheProphets) ส่วนที่สองเป็นภาคพันธสัญญาใหม่ (The New Testament) ซึ่งกล่าวถึงประวัติคำสอนของพระเยซูเรื่องราวในภาคนี้เป็นตอนเริ่มศาสนาคริสต์



ส่วนที่เป็นภาคพันธสัญญาเดิมเท่านั้นที่เป็นส่วนของศาสนายิว จารึกด้วยภาษาฮิบรูต่อมาได้แปลเป็นภาษากรีก ละติน และภาษาอังกฤษ พระคัมภีร์เดิมนี้แต่ก่อนกระจัดกระจายไม่เป็นระบบจนกระทั่งประมาณ 538 ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าไซรัส (Cyrus) แห่งอาณาจักรเปอร์เซียได้ปลดปล่อยพวกฮิบรูให้กลับไปสู่ปาเลสไตน์ไม่ต้องตกเป็นทาสของพวกบาบิโลเนีย ในช่วงเวลานี้พวกฮิบรูได้มีโอกาสสร้างโบสถ์ หรือวิหารและนักวิชาการได้ช่วยกันรวบรวมคำสอนตลอดจนแนวปฎิบัติในด้านพิธีกรรมซึ่งกระจัดกระจายนั้นมารวมเป็นเล่มคัมภีร์การรวบรวมนี้ได้กระทำต่อเนื่องกันมาเป็นระยะและมาสำเร็จสมบูรณ์เมื่อประมาณปี ค.ศ. 100



พระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมนี้จัดว่าเป็นวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ เพราะต่อมาได้เป็นหลักพื้นฐานสำคัญของศาสนายิว และศาสนาคริสต์ อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์พัฒนาการของชนชาติยิวที่ดำเนินชีวิตผูกพันอยู่กับศาสนา กฎศาสนาจึงเป็นทั้งกฎศีลธรรมที่มาจากพระเจ้าและเป็นกฎหมายที่บังคับชีวิตมนุษย์ให้เดินไปตามกรอบที่วางไว้



ยิวเรียกคัมภีร์ของตนว่า "ตานัค" (Tanak) แบ่งออกเป็น 3 ภาค คือ



1. โตราห์ (Torah) หรือกฎบัญญัติ ประกอบไปด้วยหนังสือหรือบัญญัติคัมภีร์ 5 เล่มแรกของคัมภีร์เก่า ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคัมภีร์ 5 เล่มของโมเสส มีดังนี้ คือ



1. บทปฐมกาล (Genesis)



2. บทอพยพ (Exodus)



3. บทเลวีนิติ (Leviticus)



4. บทกันดารวิถี หรือ การนับจำนวนคนอิสราเอล (Numbers)



5. บทเฉลยธรรมบัญญัติ (Deuteronomy)



ทั้ง 5 เล่มนี้เรียกว่า เปนตะติวค์ (Pentateuch) กล่าวเริ่มตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลกไปจนกระทั่งถึงประวัติของโมเสส และบทบัญญัติ 10 ประการ รวมทั้งบทบัญญัติอื่นๆ ของโมเสสที่ได้ตราขึ้นไว้ เพื่อปฏิบัติต่อพระเจ้าให้ถูกต้องสมบูรณ์ จึงมีความสำคัญต่อชีวิตของชาวยิวมากที่สุด เพราะช่วยให้วิถีชีวิตของพวกเขามีระบบกฎเกณฑ์และทำให้สังคมสงบสุข คัมภีร์ทั้ง 5 เล่มนี้เป็นพื้นฐานของคัมภีร์ทัลมุด (Talmud) และเป็นจุดที่สะท้อนให้เห็นว่าศาสนายิวเป็นศาสนาแห่งกฎหมายที่มาจากพระเจ้า การเชื่อฟังและปฏิบัติตามกฎหมาย ก็เท่ากับการเชื่อฟังและปฎิบัติตามกฎของพระเจ้า



2. ศาสดาประกาศก (Prophets) รวมเรื่องราวของศาสดาประกาศกต่างๆ รวมทั้งคำสอน ของศาสดาประกาศกแต่ละคน บางตอนเป็นประวัติศาสตร์ สมัยที่ชาวฮิบรูเข้าสู่แผ่นดินคานาอัน จนกระทั่งตกเป็นทาสของชาติอื่น ในคัมภีร์นี้ประกอบด้วยหนังสือ 3 เล่ม ชื่อ โจชัว (Joshua) อิสยาห์ (Isaiah) และ เยเรมีย์ (Jeremiah)



3. วรรณกรรม (Writings) รวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ บทกลอน ภาษิตสอนใจบทสวด และปรัชญา เดิมเขียนเป็นภาษาฮิบรู แต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาใช้ภาษาอารามาอิค (Aramaic)



นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์อีกเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นบทอธิบายเพิ่มเติมจากของเดิม แล้วรวบรวมไว้เป็นเล่มเราอาจเรียกว่าอรรถกถา ซึ่งใช้ควบคู่กับของเดิมที่มีอยู่ เรียกว่า "ทัลมุด" (Talmud) เขียนเป็นภาษาอารามาอิค และบางส่วนเขียนเป็นภาษาฮิบรู แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ



1. มิชนาห์ (Mishnah) เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับกฎหมายบ้านเมืองและกฎหมายที่เกี่ยวกับสังคม รวมไปถึงกฎหมายครอบครัว และแบบแห่งพิธีกรรม คัมภีร์นี้เขียนเป็นภาษาฮิบรู



2. เจมารา (Gemara) เป็นส่วนที่อธิบายมิชนาห์ และโตราห์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิตของพวกยิวและเป็นตำราเรียนกฎหมายของนักศึกษา โดยเฉพาะคัมภีร์นี้เขียนด้วยภาษาอารามาอิค



5. หลักคำสอนสำคัญบางประการ


คำสอนที่สำคัญในศาสนายูดาห์พอแยกเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ได้ดังนี้



5.1 พระบัญญัติ 10 ประการ



1. จงนมัสการพระเจ้าองค์เดียว



2. อย่าออกพระนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ



3. จงถือวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์



4. จงนับถือบิดามารดา



5. อย่าฆ่าคน



6. อย่าผิดประเวณี



7. อย่าลักทรัพย์



8. อย่าใส่ความนินทา



9. อย่าคิดมิชอบ



10. อย่ามีความโลภในสิ่งของของผู้อื่น



พระบัญญัติ 10 ประการ1นี้ นับว่ามีความสำคัญยิ่งต่อชีวิตและสังคมของชาวยิวทุกคน ในบทบัญญัติทั้ง 10 ข้อนี้ 4 ข้อแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการครองชีวิตของชาวยิวในสังคมมนุษย์คล้ายๆ กับศีลทางพระพุทธศาสนา



พระบัญญัติข้อ1 เพื่อส่งเสริมเอกภาพทางศาสนาในฐานะที่เป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดองค์การทางสังคมและความมั่นคงแห่งชาติ โดยกำจัดคนนอกศาสนาให้หมดสิ้น แม้ว่าเป็นญาติสนิทที่สุดของตนก็ตาม



พระบัญญัติข้อ 2 เพื่อยกระดับมโนภาพเกี่ยวกับพระเจ้าของชาติให้สูงขึ้น แม้เป็นการทำลายศิลปะก็ตาม ทั้งนี้เพื่อยกระดับสติปัญญาของชาวยิวให้สูงขึ้น ไม่ใช่ไปยึดพิธีรีตองที่เกี่ยวกับไสยศาสตร์และบูชารูปเคารพต่างๆ ทำให้แตกแยกในด้านความเชื่อถือ



พระบัญญัติข้อ 3 เพื่อให้มนุษย์ได้พักผ่อนสัปดาห์ละวัน ในที่สุดก็เลยกลายเป็นประเพณีที่สำคัญที่สุดของโลกไป ความจริงวันหยุดทำนองนี้ก็มีอยู่ทั่วๆ ไปในแทบทุกศาสนาอย่างพระพุทธศาสนาก็มีวันพระเป็นวันหยุดงานเช่นกัน



พระบัญญัติข้อ 4 เป็นการยกย่องครอบครัว โดยถือว่าบิดามารดาเป็นโครงสร้างที่สำคัญของสังคมยิวเป็นที่สองรองจากศาสนา



พระบัญญัติข้อ 5 ต้องการให้มนุษย์มีเมตตากรุณาต่อกัน ทั้งนี้เพราะปรากฏว่ามนุษย์ชอบรบราฆ่าฟันกันมากโดยเฉพาะในพระคัมภีร์เดิมหรือพันธสัญญาเดิม



พระบัญญัติข้อ 6 ถือว่าการสมรสเป็นมูลฐานของครอบครัว เช่นเดียวกับพระบัญญัติ ข้อ 4 ที่ถือว่าครอบครัวเป็นมูลฐานของสังคม ฉะนั้นการมีความสัมพันธ์ทางเพศจึงมีก่อนแต่งงาน ไม่ได้เพราะจะทำให้คนขาดความกระตือรือร้นในการทำมาหากิน



พระบัญญัติข้อ 7 ถือเรื่องทรัพย์สมบัติส่วนตัวเป็นเรื่องสำคัญและมีความสัมพันธ์กับศาสนาและครอบครัวซึ่งถือกันว่าเป็นพื้นฐาน 3 ประการของสังคมยิว เพราะถ้าคนมีทรัพย์สมบัติส่วนตัว จะขาดความกระตือรือร้นในการทำมาหากิน



พระบัญญัติข้อ 8 เพื่อทำให้พวกยิวมีความเคร่งครัดในศาสนาด้วยศรัทธาจริงๆ ไม่ใช่ ออกนามพระเจ้าอย่างพล่อยๆ และตามปกติมักใช้คำว่า อะโดไน แทนพระนามยะโฮวาทั้งนี้ ก็เพื่อไม่ต้องออกพระนามพระเจ้านั้นเอง ข้อนี้ตรงกันข้ามในศาสนาพราหมณ์ที่ส่งเสริมให้เปล่งพระนามเทพเจ้าเสมอ



พระบัญญัติข้อ 9 ต้องการให้คนที่ทำหน้าที่เป็นพยานต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตต้องให้การตามความเป็นจริงโดยต้องสาบานต่อพระเจ้า



พระบัญญัติข้อ 10 แสดงให้เห็นว่าสังคมยิวจัดผู้หญิงรวมไว้ในเรื่องทรัพย์สมบัติด้วย ตามพระบัญญัติข้อนี้ถ้าปฏิบัติได้จะทำให้คนสามารถขจัดความโลภในทางที่ผิดลงได้มากทีเดียว



นอกจากบัญญัติ 10 ประการแล้ว ยังมีคำสอนอื่นๆ อีกที่ปรากฏในคัมภีร์พันธสัญญาเดิม ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหลักปฏิบัติทางศาสนายิว1 มีดังต่อไปนี้ คือ



1. ไม่กระทำการทรมานตนเองด้วยการเชือดเฉือนเนื้อเพื่อคนตาย



2. ไม่รับประทานสัตว์บางชนิด เช่น อูฐ กระต่าย กระจงผา เพราะเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องมี กีบที่เท้าไม่ผ่าจึงเป็นสัตว์มีมลทิน



3. ไม่รับประทานหมู เพราะมีกีบผ่า แต่ไม่เคี้ยวเอื้อง จัดว่าเป็นสัตว์มีมลทิน



4. สัตว์น้ำที่ไม่มีครีบและเกล็ดห้ามรับประทาน เพราะมีมลทิน



5. สัตว์ต่อไปนี้ห้ามรับประทานเพราะมีมลทิน ได้แก่ นกอินทรี แร้ง นกเหยี่ยวหางดำ นกเหยี่ยวหางยาว นกเหยี่ยวเขา นกแก นอกกระจอกเทศ นกนางนวล นกเค้าโมง นกเค้าแมวเล็ก นกค้างคาว นกทึดทือ นกอีโก้ง นกกระทุง นกอ้ายงั่ว นกกระสา นกหัวขวาน และแมลงมีปีกทุกชนิด



6. สัตว์ที่ตายเองห้ามรับประทาน



7. ไม่ต้มลูกแพะด้วยน้ำนมแม่ของมัน



8. ไม่ทำอาชีพหมอดู คนทำนายจับยามดูเหตุการณ์ หมอผีคนทรง พ่อมด แม่มด และนักวิทยาคม



5.2 เรื่องสร้างโลก



ศาสนายูดาห์เชื่อว่าพระยะโฮวาห์ เป็นพระเจ้าที่สูงสุดเพียงองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นนอกเหนือไปจากพระองค์ เรื่องการสร้างโลกที่ปรากฏในคัมภีร์พันธสัญญาเดิมนั้นกล่าวว่าโลกนี้แรกมีแต่ความมืดมน พระเจ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งและสัตว์ในโลกโดยลำดับการสร้างดังนี้



วันที่ 1 ทรงสร้างแสงสว่าง เพื่อทำลายความมืด ส่วนสว่างเรียกว่า กลางวัน ส่วนมืดเรียกว่า กลางคืน



วันที่ 2 ทรงสร้างฟากฟ้าอากาศ



วันที่ 3 ทรงสร้างแผ่นดินและพืชผลทุกชนิดบนแผ่นดิน



วันที่ 4 ทรงสร้างดวงอาทิตย์ประจำกลางวัน สร้างดวงจันทร์และดวงดาวประจำกลางคืน



วันที่ 5 ทรงสร้างสรรพสัตว์



วันที่ 6 ทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นเจ้าของพืชและสัตว์เหล่านั้น



วันที่ 7 ไม่ทรงสร้างอะไรถือเป็นวันสับบาธ มนุษย์ต้องหยุดการทำงานเหมือนพระเจ้า



5.3 เรื่องดวงวิญญาณ



ชาวยิวมีความเชื่อเกี่ยวกับการกลับฟื้นคืนมาใหม่ของดวงวิญญาณ โดยเชื่อว่าพระเจ้าได้ประทานความสุขทุกข์ให้แก่สัตว์โลกด้วยพระมหากรุณา และเชื่อว่าการกระทำของมนุษย์จะได้รับการพิพากษาในวันสุดท้ายแห่งการสิ้นโลก ผู้กระทำดีพระเจ้าจะทรงนำไปสู่สวรรค์ผู้กระทำความชั่วจะต้องไต่สะพานลงนรก เมื่อดับจิตดวงวิญญาณจะวนเวียนอยู่ใกล้ร่างเป็นเวลา 3 วัน ได้รับคำพิพากษาว่าจะให้ไปทางใด ก็จะไปทางนั้น สวรรค์มีอยู่ 7 ชั้น และนรกมีอยู่ 7 ชั้น



คติทางศาสนายิวในกาลต่อมาแบ่งออกเป็น 3 พวก ดังนี้



1. ฟาริซี เป็นพวกเชื่อมั่นในลัทธิและจารีตเก่าโดยเชื่อว่าสิ่งที่ปฏิบัติมาก่อนมีความสำคัญยิ่งกว่าจารึกในคัมภีร์



2. ซาดดูคูส เป็นพวกศาสนาปฏิรูป ทอดทิ้งการปฏิบัติพิธีกรรมโบราณเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับยุคสมัย



3. เอสเสนเนส เป็นพวกที่ประพฤติพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด ไม่ยอมแต่งงาน ชอบความสงบ ไม่นิยมพลีกรรม ไม่นิยมโรงสวด แต่นิยมบูชาแสงสว่าง เช่นดวงอาทิตย์และ ดวงไฟ



ศาสนายิวสอนง่ายๆ ดังนี้



1. ร่างกายคือเปลือกของวิญญาณ



2. คนมีเก็บพระเจ้าไว้ในกระเป๋า คนจนเก็บพระเจ้าไว้ในหัวใจ



3. อย่าแก้แค้นหรือผูกพยาบาทผู้ใดผู้หนึ่ง แต่จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวท่านเอง



4. อย่าโกรธแค้นพี่น้องของเจ้าแม้ด้วยใจคิด



5. อย่าก่อทุกข์ให้แม่ม่ายและเด็กกำพร้า



6. อย่าทำให้แขกผู้มาเยี่ยมรำคาญหรือรังแกเขา



5.4 พระเจ้าเป็นเจ้าสูงสุด



ยิวหรือฮิบรูเรียกพระเจ้า1ของตนเองว่า "พระยะเวห์" (Yahweh) หรือ "พระเยโฮวาห์" (Yehowah) ซึ่งแปลว่า "เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น" พระเจ้าของฮิบรูนี้ก็คือพระเจ้าองค์เดียวกับพวกเซมิติค (Semitic) ในสมัยโบราณซึ่งเรียกว่า "เอล"(EI) เราจะพบคำนี้บ่อยมากในวรรณคดีทางศาสนาของพวกเฮบรู นอกจากนี้ยังมีคำอื่นๆ อีก เช่น "เอล ชัดได" (EI Shaddai) ซี่งแปลว่า "พระเจ้าผู้ทรงพลัง" บางครั้งก็เรียกว่า "เอล เอลยอน" (EI EIyon) แปลว่า "พระเจ้าอันสูงสุด" "เอล โอลัม" (EI OIam) แปลว่า "พระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์" และที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ "เอโลฮิมŽ (ELohim) ซึ่งแปลว่า "พระเจ้า"



แต่เดิมชาวเฮบรูไม่มีการสร้างวิหารถวายพระเจ้า แต่สร้างเต็นท์นัดพบ (Tent of Meeting) เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อพวกเขาไปที่ใดก็จะแบกหีบแห่งพันธสัญญา (The Ark of the Convenant) ไปด้วย ภายในหีบมีศิลาจารึกบัญญัติ 10 ประการ สองแผ่น เข้าใจกันว่าน่าจะเป็นแผ่นใหม่ที่โมเสสทำขึ้นมาในภายหลัง ส่วนศิลาจารึกบัญญัติ 10 ประการ ที่เป็นของเก่านั้น โมเสสได้โยนใส่พวกฮิบรูแตกกระจายในตอนที่ลงมาจากเขา เพราะเห็นความไม่ดีงามของพวกฮิบรูที่ทรยศต่อพระเจ้า



การสร้างค่ายบริสุทธิ์นี้ กระทำต่อเนื่องมาจนกระทั่งในรัชสมัยของพระเจ้าโซโลมอน (961-922 B.C.) จึงมีการสร้างวิหาร ซึ่งมีลักษณะรูปแบบคล้ายๆ กับรูปแบบวิหารของพวกคานาอัน มีสถานที่ไว้หีบพันธสัญญา มีห้องของพวกนักบวช มีลานกว้าง เป็นที่ทำพลีกรรมและสังเวยสัตว์ ความคิดในการฆ่าสัตว์เพื่อสร้างความพอพระทัยให้กับพระเจ้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสมัยของกษัตริย์โซโลมอนเท่านั้นแม้ในยุคก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจย้อนขึ้นไปจนถึงยุคของอับราฮัมก็ยังนิยมฆ่าสัตว์เพื่อพลีกรรมถวายพระเจ้า



ฮอพฟ์ เชื่อว่าศาสนาของพวกยิวหรือฮิบรูในยุคแรกๆ คงไม่ได้ มีแต่การสังเวยสัตว์เท่านั้น แต่อาจจะมีการฆ่ามนุษย์เพื่อสังเวยพระเจ้าด้วย แม้แต่อับราฮัมเองก็เคยคิดที่จะฆ่าลูกชายของตัวเพื่อถวายพระเจ้า เรื่องราวในตอนนี้สามารถอ่านรายละเอียดได้ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม บทปฐมกาล (Genesis


6. จุดหมายปลายทางสูงสุด


เกี่ยวกับการสร้างโลก



ในคัมภีร์ปฐมกาล ได้กล่าวถึงการสร้างโลกของพระเยโฮวาห์ ไว้ดังนี้



วันแรกทรงสร้างกลางวันและกลางคืน วันที่ 2 ทรงสร้างฟ้า วันที่ 3 ทรงสร้างแผ่นดินวันที่ 4 ทรงสร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวต่างๆ วันที่ 5 ทรงสร้างสัตว์ นก และปลานานาพันธุ์ วันที่ 6 ทรงสร้างมนุษย์ทั้งชาย - หญิง ให้มาเป็นเจ้าของสัตว์ นก ปลา และพืชพันธุ์ต่างๆ และวันที่ 7 ทรงหยุดสร้าง และทรงตั้งวันที่ 7 ให้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์



ในวันที่ทรงสร้างมนุษย์ พระเยโฮวาห์ทรงปั้นมนุษย์ขึ้นมาด้วยก้อนดินที่มีรูปร่างคล้ายพระองค์ และทรงระบายลมปราณเข้าไปทางจมูก มนุษย์จึงมีชีวิตขึ้นมา แล้วทรงให้มนุษย์อยู่ในสวนเอเดน มนุษย์คนแรกที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นให้ชื่อว่าอาดัม แปลว่าก้อนดิน ต่อมาทรงสร้างผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาจากซี่โครงของอาดัมให้เป็นภรรยาของอาดัม ผู้หญิงคนแรกนั้นชื่อว่า อีวา เพราะเป็นมารดาของปวงประชาที่มีชีวิต อาดัมกับอีวาอยู่ในสวนสวรรค์เอเดนอย่างมีความสุข ต่อมามีงูไปยุให้อาดัมและอีวากินผลไม้ที่พระเจ้าทรงห้าม พระเจ้าจึงทรงสาปให้งูต้องเลื้อยคลานแทนที่จะเดินด้วยเท้าและให้เป็นศัตรูกับผู้หญิงตลอดไป ส่วนผู้หญิงก็ต้องมีความทุกข์มากกว่าผู้ชาย นอกนี้ทั้งอาดัมและอีวาก็ถูกสาปให้มีบาปตกทอดสู่เผ่าพันธุ์มนุษย์ตลอดไปอีกด้วย



เกี่ยวกับน้ำท่วมโลก



ในคัมภีร์ปฐมกาลเช่นกัน ได้เล่าถึงน้ำท่วมโลกไว้ว่า เมื่อมีมนุษย์เผ่าพันธุ์อาดัมอีวามากขึ้น มนุษย์ได้ทำความชั่วมากขึ้นทุกที จนพระเยโฮวาห์เห็นว่า โลกเต็มไปด้วยความชั่ว ควรที่จะล้างโลกสักทีหนึ่ง จึงทรงเนรมิตเรือขึ้นมา 1 ลำ ให้โนอาห์และครอบครัวตลอดถึงสัตว์อย่างละคู่ อยู่บนเรือลำนั้น แล้วจึงทรงบันดาลให้ฝนตก 40 วัน 40 คืน น้ำจึงท่วมโลก ทุกสิ่งทุกอย่างจมน้ำตายหมด ยกเว้นโนอาห์และครอบครัว ตลอดถึงสัตว์ที่พระเจ้าช่วยเหลือเท่านั้น และเมื่อน้ำเลิกท่วมแล้ว พระยะโฮวาห์ได้ตรัสกับโนอาห์ว่า เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่าจะไม่ทำลายมนุษย์และสัตว์โดยบันดาลให้น้ำท่วมโลกอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไปจึงทรงตั้งรุ้งไว้เหนือเมฆ เพื่อเป็นเครื่องหมายพันธสัญญาระหว่างพระองค์กับโลก คือ ตราบที่พระองค์ทรงเห็นรุ้ง ก็จะทำให้พระองค์ระลึกถึงพันธสัญญาตลอดไป ชาวยิวเชื่อว่าโนอาห์ผู้นั้น ได้เป็นบรรพบุรุษของอับราฮัม ปฐมบรรพบุรุษของยิวนั่นเอง



เกี่ยวกับชีวิตในโลกหน้าและจุดหมายสูงสุดของชีวิต



ศาสนายิวเชื่อว่า คนตายแล้วไม่สูญ วิญญาณจะคอยวันพระเจ้าตัดสินโลก แต่รายละเอียดเรื่องโลกหน้าหรือเรื่องนรกสวรรค์ไม่มีกล่าวไว้ในคัมภีร์โตราห์ เรื่องดังกล่าวเพิ่งจะมีขึ้นในสมัยหลังที่ชาวยิวได้ติดต่อกับคนที่นับถือศาสนาอื่น โดยมีใจความว่าผู้ตายที่ทำความดีไว้เมื่อถึงวันตัดสินโลก พระเจ้าจะทรงตัดสินให้มีชีวิตชั่วนิรันดรอยู่กับพระเจ้า และเพื่อนเทวดา ทั้งหลายอย่างมีความสุขบนสวรรค์ (Shekhinah) ผู้ที่เกิดในสวรรค์แล้วจะไม่มีกายเนื้ออีกต่อไป แต่จะเป็นกายทิพย์หรือวิญญาณ ไม่ต้องมีภาระต้องกินต้องดื่ม ไม่มีการสืบพันธุ์ ไม่ต้องทำธุรกิจทุกอย่าง ไม่ริษยา ไม่เกลียด ตลอดทั้งไม่มีการแข่งขันกัน เทพทุกองค์จะสวมมงกุฏนั่งเสวยสุขในสวรรค์ ส่วนคนชั่วตายไปแล้วจะถูกตัดสินให้ตกนรก (Gehinnon) ทนทุกข์ทรมานตลอดไป โดยไม่มีโอกาสได้กลับมาเกิดอีก แต่มีบางคัมภีร์บอกว่าจะมีเมสไซอาห์มาอุบัติในโลก และจะช่วยให้สัตว์นรกได้พ้นทุกข์ต่อไป



7. นิกาย



ศาสนายิวมีนิกายที่สำคัญ 4 นิกาย ดังนี้



1. นิกายออร์ธอดอกซ์ เป็นพวกหัวเก่า ถือคัมภีร์โตราห์หรือกฎบัญญัติ ได้แก่คัมภีร์ 5 เล่มแรกของพันธสัญญาเดิม นิกายนี้เคร่งครัดมาก ปฏิบัติตามตัวหนังสือ และพวกนี้เชื่อว่าอิสราเอลเป็นมาตุภูมิของตน



2. นิกายปฏิรูป เป็นนิกายที่นับถือกันในหมู่ปัญญาชนสมัยใหม่ นิยายนี้มีความเห็นว่าคัมภีร์และกฎหมายต่างๆ อาจปรับปรุงแก้ไขได้ ไม่ใช่ถือกันตามตัวหนังสือในคัมภีร์ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับชีวิตและความเป็นไปของสังคมในปัจจุบัน กฎอันใดที่ไม่เหมาะกับสังคมสมัยใหม่ก็ควรยกเลิกเสีย พิธีกรรมต่างๆ ทำกันอย่างรวบรัด นิกายนี้เชื่อว่า ศาสนายิวต้องเป็นศาสนาสากลของโลก นิกายนี้ไม่เชื่อเรื่องการเสด็จมาของพระเมสสิอาห์และการสร้างประเทศอิสราเอลใหม่



3. นิกายอนุรักษนิยม เป็นนิกายที่ประนีประนอมความคิดระหว่าง 2 นิกายแรกโดยถือศาสนายิวเป็นแก่นแท้ของชีวิตชาวยิวทุกคน ต้องพยายามยึดมั่นในขนบธรรมเนียมและจารีต ประเพณีเก่าๆ ให้มาก แต่ในส่วนที่ล้าสมัยก็อาจปรับปรุงใหม่ได้



3. นิกายบูรณปฏิสังขรณ์ เป็นนิกายที่แยกมาจากนิกายอนุรักษนิยม เป็นนิกายที่มีหัวรุนแรงมาก เพราะได้รับอิทธิพลจากลัทธิปรัชญาแบบปฏิบัตินิยม และธรรมชาตินิยมในสหรัฐอเมริกา นิกายนี้ถือเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและความเชื่อได้อย่างเต็มที่



8. สัญลักษณ์



ศาสนายิวใช้เครื่องหมายเดิม คือเชิงเทียน 7 กิ่ง แต่ปัจจุบันใช้รูปสามเหลี่ยมซ้อนกัน 2 รูปเป็นดาว 6 แฉก ซึ่งเป็นตราเครื่องหมายประจำของกษัตริย์ดาวิด และเป็นเครื่องหมายในผืนธงชาติอิสราเอลด้วย นอกจากนี้แล้ว ชาวยิวถือว่ามหาวิหาร ณ กรุงเยรูซาเลมที่กษัตริย์โซโลมอนทรงสร้างขึ้น ก่อนคริสต์ศักราช 900 ปี เป็นเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ ขณะนี้เหลือแต่ซากกำแพง เรียกว่า กำแพงร้องไห้ (Wailing Wall) เป็นสถานที่ชาวยิวทั่วโลกต่างหลั่งไหลกันไปไหว้ ถือว่ากำแพงนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเอกภาพของชาวยิว ชาวยิวจะจูบกำแพงนี้แล้วซบศีรษะกับกำแพงร้องไห้ เพื่อรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของชาติยิวในอดีต โดยเฉพาะในวันศุกร์


9. บทบาทของศาสนา


ดังแสดงมาแล้วว่า ศาสนายิวเป็นศาสนาของชนชาวยิว คือมีแต่ชาวยิวเท่านั้นที่นับถือศาสนานี้ จะมีชนชาติอื่นที่นับถือศาสนายิวอยู่บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อนึ่งชาวยิวก็มิได้มีแต่ในประเทศอิสราเอล หากแต่มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ดังนั้นศาสนิกของศาสนายิวจึงมีทั้งในประเทศอิสราเอลและต่างประเทศ กล่าวคือในสหรัฐอเมริกามีประมาณ 5 ล้านคน ในแคนาดา ประมาณ 1 ล้านคน ในทวีปยุโรปประมาณ 3 ล้าน 5 แสนคน และในทวีปเอเชียประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดอยู่ในประเทศอิสราเอล เพราะฉะนั้นศาสนิกของศาสนายิวจึงมีทั้งหมดประมาณ 12-13 ล้านคน จำนวนศาสนิกของศาสนายิวเพิ่มมากขึ้นทุกปีนับตามการเพิ่มของประชากรยิว และในวงการศาสนายิวดูจะไม่สนใจที่จะเผยแผ่ศาสนายิวให้กว้างขวางออกไปแก่คนภายนอก แต่ดูจะพอใจที่จะเผยแผ่ไปในหมู่ชาวยิวเท่านั้น ดังนั้นจำนวนศาสนิกของศาสนายิวจึงไม่อาจเปรียบเทียบกับชาวคริสต์หรืออิสลามได้ทั้งๆ ที่ทั้ง 2 ศาสนาหลังมีกำเนิดมาจากศาสนายิวก็ตาม


แหล่งข้อมูล

--------------------------------------------------

คำถามท้ายบทที่ 2



1. ศาสนายิวเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอะไร


2. ศาสนายิวเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่าอะไร


3. ศาสนายิวอยู่ในกลุ่มศาสนาสายใด


4. ศาสนายิว เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม หรือ อเทวนิยม


5. คำว่า เอกเทวนิยม หมายถึงอะไร


6. คำว่า พหุเทวนิยม มีความหมายว่าอย่างไร


7. ศาสนายิวเกิดที่ไหน


8. ศาสนายิวเกิดก่อนหรือหลังศาสนาพุทธ


9. ศาสนายิวมีพระเจ้าชื่อว่าอะไร


10. ศาสดาของศาสนายิวชื่ออะไร


11.โมเสส เกิดที่ประเทศใด


12. คำว่า โมเสส แปลว่าอะไร


13. กษัตริย์อียิปต์ในสมัยโมเสสเกิดเรียกว่าอะไร


14. ชาวยิวที่เข้าไปอยู่ในอียิปต์สมัยนั้นประกอบอาชีพอะไร


15.โมเสสพาชาวยิวหนีออกจากอียิปต์มาข้ามทะเลชื่ออะไร


16.ภูเขาที่โมเสสได้รับบัญญัติ 10 ประการจากพระเจ้าคือภูเขาอะไร


17. โมเสส ได้แผ่นหินจารึกพระบัญญัติลงมาจากภูเขากี่แผ่น


18.บัญญัติ 10 ประการข้อที่ 6 มีความว่าอย่างไร


19.แผ่นดินแห่งสัญญาของศาสนายิวอยู่ที่ใด


20. คัมภีร์ของศาสนายิวชื่ออะไร


21 คัมภีร์ไบเบิ้ลของศาสนาคริสต์ที่เป็นส่วนของศาสนายิวเรียกว่าคัมภีร์อะไร


22. พิธีกรรมเข้าสุหนัดคือพิธีอะไร


23. พิธีแต่งงานของศาสนายิวเจ้าบ่าวมอบสิ่งของใดแก่เจ้าสาว


24. เมื่อมีคนตายในศาสนายิวจะทำพิธีอย่างไร


25. ชาวยิวจะทำพิธีสวดมนต์ประจำวันเวลาใดบ้าง


26. จุดหมายปลายทางสูงสุดของชีวิตของศาสนายิวคืออะไร


27. สัญลักษณ์ของศาสนายิวคืออะไร


28. ชาวยิวมีประเทศของตัวเองแล้วชื่อประเทศอะไร


29. ศาสนิกชนของศาสนายิวมีประมาณเท่าใด


30. ศาสนายิวมีอิทธิพลทางแนวความคิดต่ออีกสามศาสนาคือศาสนาอะไรบ้าง




Tuesday, 15 June 2010

สัปดาห์ที่ ๑ : ความรู้พื้นฐานของของศาสนา



1.ความหมายของศาสนา

คำว่า ศาสนา เป็นคำที่ได้จากบาลี-ภาษาสันสกฤตว่า “สาสนํ” ในภาษาไทยโดยทั่วไปแปลว่า “คำสั่งสอน การสั่งสอน การอบรม” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า “ น.(นาม) ลัทธิความเชื่อถือของมนุษย์อันมีหลัก คือแสดงกำเนิดและความสิ้นสุดของโลกเป็นต้น อันเป็นไปในฝ่ายปรมัตถ์ประการหนึ่ง แสดงหลักธรรมเกี่ยวกับบุญบาปอันเป็นไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนึ่ง พร้อมทั้งลัทธิพิธีที่กระทำตามความเห็นหรือตามคำสั่งสอนในความเชื่อถือนั้น ๆ”

ส่วนในภาษาอังกฤษ ศาสนาตรงกับคำว่า religion ซึ่งมาจากคำละตินว่า religio หมายถึงความเกรงกลัวที่บุคคลมีต่อวิญญาณหรือเทพเจ้า ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษแสดงความหมายของศาสนาไว้ว่า “
Beliefs in one or more gods, especially the belief that he/they made the world and control it and give men life after death.(ความเชื่อในเทพเจ้าองค์เดียวหรือเทพเจ้ามากองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่อที่ว่า เทพเจ้าองค์เดียวหรือเทพเจ้าหลายองค์นั้น เป็นผู้สร้างโลก และควบคุมโลก ตลอดจนเป็นผู้ประทานชีวิตหลังตายแก่มนุษย์ทั้งหลาย)


2. ประเภทของศาสนา

ศาสนามี ๒ ประเภท คือ

ประเภทเทวนิยม (Theism) ซึ่งเชื่อว่ามีพระเจ้าสูงสุดที่เป็นผู้บันดาลทุกสิ่ง ศาสนาที่จัดอยู่ในประเภทนี้ได้แก่ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม เป็นต้น

ส่วนศาสนาที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า จัดเป็นศาสนาประเภทอเทวนิยม(Atheism) ซึ่งได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน และศาสนาขงจื้อ เป็นต้น

ดังนั้นความหมายของศาสนาในภาษาอังกฤษจึงจำกัดวงอยู่ในศาสนาประเภทเทวนิยมเท่านั้น ไม่ครอบคลุมไปถึงศาสนาประเภทอเทวนิยมแต่ประการใด


3.ลักษณะของศาสนา

 ลักษณะของศาสนามีดังนี้

1.ศาสนามีลักษณะเป็นคำสอน

2.ศาสดาเป็นผู้นำศาสนามาเผยแผ่ สั่งสอน แก่มวลมนุษย์

3.ศาสนามีสาระสำคัญอยู่ที่สอนให้มนุษย์ละเว้นจากความชั่ว กระทำแต่ความดี

4.คำสอนในศาสนามีทั้งระดับโลกียะ และระดับโลกตระ

5.มนุษย์ต้องปฏิบัติตามคำสอนในศาสนาด้วยความเคารพเลื่อมใสและศรัทธา

6.ศาสนาจำแนกออกเป็น ๒ ประเภท คือศาสนาเทวนิยมและศาสนาอเทวนิยม



4.คุณค่าของศาสนา

ศาสนามีคุณค่านานัปการสุดที่จะพรรณนาได้ คุณค่าของศาสนาที่มีต่อมนุษย์เป็นคุณค่าทางจิตใจอันถือว่าสูงกว่าคุณค่าทางวัตถุ คุณค่าของศาสนามีดังนี้

1.เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ คือเป็นที่พึ่งทางใจ ทำให้มนุษย์ไม่รู้สึกอ้างว้าง

2.เป็นบ่อเกิดแห่งความสามัคคีของหมูคณะรวมไปถึงความสามัคคีในหมู่มนุษยชาติทั้งมวล

3. เป็นบ่อเกิดแห่งการศึกษาทั้งในพุทธิศึกษา จริยศึกษาและพลศึกษา

4.เป็นบ่อเกิดแห่งจริยธรรม ศีลธรรม และคุณธรรม

5.เป็นบ่อเกิดแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามทั้งหลาย

6. เป็นเครื่องดับความเร่าร้อนทางใจ ทำให้ใจสงบเย็น

7.เป็นดวงประทีปส่องโลกที่มืดมิดด้วยอวิชชา ให้กลับสว่างไสวด้วยวิชชา

8.เป็นสิ่งที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์ เพราะสัตว์ไม่มีศาสนา



5.มูลเหตุหรือบ่อเกิดของศาสนา

1.เกิดจากอวิชชา อวิชชาในที่นี้หมายถึงความไม่รู้หรือความเข้าใจไม่แจ่มแจ้ง เช่นไม่เข้าใจในปรากฏการณ์ธรรมชาติรอบตัวว่า เหคุใดจึงเกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า หรือฝนตก เมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจจึงหาคำตอบออกมาในลักษณะต่างๆ เช่น คนโบราณเข้าใจว่าฟ้าแลบเนื่องจากนางมณีเมขลาเอาแก้วมาล่อรามสูร และฟ้าผ่าเพราะรามสูรขว้างขวานถูกแก้วแตก ดังนี้เป็นต้น

2. เกิดจากความกลัว ความกลัวเป็นมูลเหคุอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิดศาสนาและเป็นมูลเหตุที่ต่อเนื่องจากอวิชชา กล่าวคือ เมื่อเกิดความไม่รู้หรือไม่เข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือความกลัว คือ กลัวในสิ่งที่ไม่เข้าใจ เมื่อเกิดความกลัวจึงคิดหาทางเอาอกเอาใจในสิ่งนั้น ในรูปของการเคารพกราบไหว้เซ่นสรวงบูชา

3.เกิดจากความภักดี ความภักดีในทางศาสนาหมายถึงความเชื่อและความเลื่อมใสด้วยความมั่นใจว่าสิ่งที่ตนเชื่อและเลื่อมใสนั้น เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถอำนวยประโยชน์แก่ตนได้ ศาสนาที่มีมูลเหตุเกิดจากความภักดี ได้แก่ ศาสนาประเภทเทวนิยม เช่น ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม เป็นต้น การเข้าถึงจุดหมายสูงสุดของศาสนาประเภทนี้ จึงถือเอาศรัทธาเป็นหลักสำคัญ

4. เกิดจากเหตุผล เหตุผลในที่นี้หมายถึงการใช้ปัญญาไตร่ตรองเพื่อค้นหาความจริงของชีวิต ความต้องการเห็นความจริง รู้จักสภาวะที่แท้จริงของชีวิต ศาสนาที่เกิดจากเหตุผลได้แก่ ศาสนาพุทธ การที่เจ้าชายสิทธัตถะตัดสินพระทัยละทิ้งความสุขสำราญทางกาย ออกถือเพศเป็นบรรพชิตก็เพื่อต้องการจะค้นหาความจริงของชีวิต ดังนี้เป็นต้น

6. ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต

ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและนับเป็นการต้องการระดับหนึ่งของความต้องการของมนุษย์คือ

1. ความต้องการทางร่างกาย(Physical Needs) คือความต้องการระดับพื้นฐานที่จะทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ สิ่งที่จะสนองความต้องการในระดับนี้คือ ปัจจัย 4 อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และ ยารักษาโรค
2. ความต้องการทางสังคม (Social Needs) คือความต้องการมีฐานะในสังคม เป็นสมาชิกและเป็นที่ยอมรับในสังคม สิ่งที่สนองความต้องการในระดับนี้จึงได้แก่ชื่อเสียงเกียรติยศและความนับหน้าถือตาในสังคม
3. ความต้องการทางจิตใจ(Spiritual Needs) คือความต้องการที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางใจ สิ่งที่สนองความต้องการในระดับนี้คือศาสนา

7.องค์ประกอบของศาสนา

ศาสนาทุกศาสนาต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

1. ศาสดา ต้องมีศาสดาเป็นผู้ก่อตั้งศาสนา และศาสดาต้องมีชีวิตอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เช่นศาสนายิวมีโมเสสเป็นศาสดา ศาสนาพุทธมีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา ศาสนาคริสต์มีพระเยซู และศาสนาอิสลามมีนะบีมุฮัมมัด เป็นต้น

2. ศาสนธรรม ต้องมีศาสนธรรมคือ คำสั่งสอนเป็นหลักศาสนา ต้องมีคัมภีร์เป็นที่รวบรวมคำสอน เช่นศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้แก่ คัมภีร์พระเวท พุทธศาสนา ได้แก่ คัมภีร์พระไตรปิฎก ศาสนายิว ได้แก่ พระคัมภีร์เก่า ศาสนาคริสต์ ได้แก่ คัมภีร์ใหม่ และศาสนาอิสลาม ได้แก่ คัมภีร์อัล-กุรอาน เป็นต้น

3. ศาสนพิธี ต้องมีพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องมาจากคำสอนของศาสนา ซึ่งพิธีกรรมนี้ทำให้ศาสนาแยกออกจากลัทธิได้ พิธีกรรมทางศาสนาส่วนมากจะเป็นบัญญัติ แต่ที่เพิ่มข้นมาภายหลังก็มี ศาสนิกก็ยังถือว่าเป็นเรื่องสำคัญจะขาดเสียมิได้ พิธีกรรมของศาสนาต่างๆ เช่น พิธีสวมสายยัชโญปวีตหรือสายธุรำ(เรียกว่าพิธีอุปานยัน) ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู พิธีอุปสมบทของศาสนาพุทธ พิธีล้างบาปของศาสนายิวและศาสนาคริสต์ และพิธีฮัจญ์ของศาสนาอิสลาม เป็นต้น

4. ศาสนบุคคล ต้องมีคณะบุคคลสืบทอดคำสอนของศาสนาซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาโดยตรง เช่น พระ นักบวช นักพรต ในศาสนาต่างๆ

5. ศาสนสถาน ต้องมีศาสนสถานเพื่อประกอบศาสนกิจและศาสนพิธีต่างๆ ศาสนสถานของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้แก่ เทวสถานหรือเทวาลัย ของศาสนาพุทธ ได้แก่ วัด โบสถ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร ศาสนาคริสต์ ได้แก่ โบสถ์ วิหาร สถานอิสลาม ได้แก่ สุเหร่าหรือมัสยิด เป็นต้น

6. ศาสนิกชน ต้องมีศาสนิกชนผู้นับถือ เลื่อมใสในศาสนานั้นๆ ซึ่งศาสนิกชน ดังกล่าวเหล่านี้มักเรียกตามชื่อของศาสนาที่ตนนับถือ เช่น ศาสนาฮินดูชน พุทธศาสนิกชน ตริสตศาสนิกชน อิสลามิกชนหรือมุสลิม เป็นต้น

7. การกวดขันเรื่องความภักดี ต้องมีการกวดขันเรื่องความภักดี ซึ่งองค์ประกอบข้อนี้ทำให้ศาสนาแยกออกจากลัทธิ เพราะถ้าเป็นลัทธิ บุคคลหนึ่งอาจจะนับถือหลายๆลัทธิในเวลาเดียวกันได้ แต่สำหรับศาสนาจะนับถือได้เพียงศาสนาเดียว จะไม่นับถือหลายศาสนาในเวลาเดียวกัน


8.ศาสนากับลัทธิ

ศาสนาเหมือนกับลัทธิในแง่ที่เป็นความเชื่อเหมือนกัน แต่แตกต่างกันในข้อต่อไปนี้

1.ศาสนามีความหมายแคบกว่าลัทธิ กล่าวคือ เป็นความคิดที่เน้นเฉพาะแง่จริยธรรมเพียงอย่างเดียว แต่ลัทธิมีความหมายกว้างกว่า คือ อาจมีทั้งแง่การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ส่วนแง่จริยธรรมอาจมีหรือไม่มีก็ได้

2. ศาสนาเน้นด้านพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคำสอน ซึ่งออกมาในรูปของศาสนพิธี แต่ลัทธิเน้นทางด้านความคิด

3. ศาสนาเน้นทั้งแง่โลกิยธรรมและโลกุตรธรรม แต่ลัทธิสอนในระดับโลกิยธรรมเป็นส่วนใหญ่ มีบางลัทธิเท่านั้นที่เน้นแง่โลกุตรธรรม เช่น ลัทธิเต๋า เป็นต้น

4. ศาสนาใช้เหตุผลสนับสนุนสัจจะ ส่วนลัทธิใช้เหตุผลค้นหาสัจจะ



9.ศาสนากับปรัชญา

ศาสนากับปรัชญาเหมือนกันตรงที่ต่างก็มุ่งหาความจริงสูงสุด หรืออันติมสัจจะ(Ultimate Reality) เกี่ยวกับมนุษย์และสภาพแวดล้อมของมนุษย์ด้วยกัน

ในส่วนที่ต่างกัน ศาสนากับปรัชญาต่างกันดังนี้

1.ศาสนามีศาสดาผู้ประกาศคำสอนหรือผู้ก่อตั้งศาสนา ส่วนปรัชญามีนักปรัชญาเป็นผู้ประกาศทรรศนะทางปรัชญาของตน และนักปรัชญาก็ไม่ได้ตั้งตัวเป็นศาสดา

2.ศาสนามีคัมภีร์เป็นที่รวบรวมคำสอน และคัมภีร์ดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาที่ผู้ใดจะมาลบหลู่ดูหมิ่นหรือเหยียบย่ำไม่ได้ ส่วนปรัชญาแม้จะมีหนังสือที่นักปรัชญาแต่ละคนอาจเขียนไว้ แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์อย่างคัมภีร์ศาสนา

3. ศาสนามีศาสนบุคคล คือ คณะบุคคลผู้ทำหน้าที่สืบต่อคำสอน และประกอบศาสนพิธีต่างๆ ส่วนปรัชญาไม่มีคณะบุคคลเช่นกล่าวนี้

4.ศาสนาต้องมีพิธีกรรมที่เรียกว่าศาสนพิธี แต่ปรัชญาไม่มีพิธีกรรม

5. ศาสนาต้องมีศาสนสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนปรัชญาไม่มีสถานเช่นนี้

6.ศาสนาต้องมีศาสนิกชนผู้นับถือเลื่อมใสในศาสนา แต่ปรัชญาจะมีหรือไม่มีผู้นับถือเลื่อมใสศรัทธาในทรรศนะทางปรัชญานั้นๆเลยก็ได้

7.ศาสนามีการกวดขันเรื่องความภักดี ผู้นับถือศาสนาหนึ่งศาสนาใดอยู่แล้วจะไปนับถือศาสนาอื่นในเวลาเดียวกันไม่ได้ แต่ปรัชญาไม่มีการกวดขันเรื่องความภักดีเช่นนั้น

8. การแสวงหาความจริงทางศาสนาต้องอาศัยศรัทธา เหตุผล และการปฏิบัติรวมๆ กันไป แต่การแสวงหาความจริงทางปรัชญาอาศัยการใช้เหตุผลและการเก็งความจริงเป็นหลักสำคัญ


10.แบบของการศึกษาศาสนา

การศึกษาศาสนาต่างๆนั้น อาจศึกษาได้ 4 แบบ คือ

1.ศึกษาแบบปรัชญา (Philosophy Approach) คือ การศึกษาศาสนาในลักษณะที่เป็นปรัชญา เช่น การนำความคิดรวบยอด (Concepts)ต่างๆในทางปรัชญามาอธิบายหลักธรรมของศาสนา เช่น นำควาคิดรวบยอดเรื่องการเป็นสาเหตุ(Causation)มาอธิบายหลักปฏิจจสมุปบาทชองศาสนาพุทธ หรือนำความคิดรวบยอดเรื่องปฐมเหตุ (First Cause) อธิบายการมีอยู่ของพระเจ้าในศาสนาคริสต์ เป็นต้น

2. ศึกษาแบบศาสนา(Religious Approach) คือ การศึกษาศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา โดยศึกษาประวัติความเป็นมา ประวัติศาสดา และคัมภีร์สำคัญ ตลอดจนองค์ประกอบของศาสนานั้นๆ

เป็นต้น

3.ศึกษาแบบศาสตร์ (Scientific Approach) คือ การศึกษาศาสนาในฐานะที่เป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งการศึกษาในแง่นี้จะเป็นเรื่องของความรู้โดยตรงไม่เกี่ยวข้องกับศรัทธา

4. ศึกษาแบบเปรียบเทียบ(Comparative Approach) คือ การศึกษาศาสนาตั้งแต่ ๒ ศาสนาขึ้นไป แล้วนำมาเปรียบเทียบว่าในแต่ละศาสนามีความคล้ายคลึงกันอย่างไร มีความแตกต่างกันอย่างไร การเปรียบเทียบศาสนาหนึ่งกับอีกศาสนาหนึ่งนั้นจะไม่เปรียบเทียบในแง่ที่ว่าศาสนาใดดีกว่าหรือด้อยกว่า


11.การเรียนการสอนศาสนาแบบวิชาการ

เมื่อจะศึกษาศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ทั้งผู้สอนและผู้เรียนทุกคนจะต้องปฏิบัติให้ได้ดังนี้คือ

1. ไม่นำศรัทธาของตนไปเกี่ยวข้อง กล่าวคือ ไม่เอาศรัทธาของตนเองเป็นที่ตั้ง เมื่อเป็นดังนี้ผู้นับถือศาสนาต่างกันก็สามารถเรียนร่วมกันได้โยไม่เกิดความขัดแย้ง

2. ให้ความสำคัญแก่ทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน กล่าวคือ ต้องทำใจเป็นกลาง ตัดอคติหรือความลำเอียงออกไป ยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าทุกศาสนาต่างสอนให้คนละเว้นจากความชั่ว กระทำแต่ความดี เมื่อปฏิบัติได้ดังนี้ก็จะเห็นด้วยปัญญาว่าศาสนาอื่นๆก็มีความสำคัญเช่นเดียวกับศาสนาที่ตนนับถือ

3. ในการพิจารณาแต่ละศาสนาให้นำศรัทธาของศาสนานั้นๆมาพิจารณาด้วย เช่น ถ้าจะศึกษาศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ก็พยายามศึกษาตามศรัทธาของชาวฮินดู ไม่ใช่ตามที่เรามองหรือที่เราชอบหรือไม่ชอบ เมื่อศึกษาศาสนาพุทธก็มองตามศรัทธาของชาวพุทธที่มีต่อศาสนาของเขา ไม่ใช่มองตามชาวคริสต์หรือชาวอิสลามมอง


12.ศาสนาที่นำมาศึกษาในหลักสูตร



เป็นศาสนาที่ยังมีผู้นับถือในโลก แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ และมีจำนวน 12 ศาสนา คือ

1.ศาสนาในกลุ่มอารยัน คือ

1.1 ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เวลาเกิด ก่อนพุทธศักราชประมาณ 2000-2500 ปี

1.2 ศาสนาเชนหรือไชนะ เวลาเกิด ประมาณก่อน ค.ศ. 600(ประมาณก่อนพุทธศักราช 57 ปี)

1.3 ศาสนาพุทธ เวลาเกิด ประมาณก่อน ค.ศ. 588 ปี(ประมาณก่อนพุทธศักราช 45 ปี)

1.4 ศาสนาสิกข์ เวลาเกิด ระหว่าง พ.ศ. 2012-2081

2.ศาสนาในกลุ่มมองโกล

2.1ศาสนาเต๋า เวลาเกิด ประมาณก่อน ค.ศ. 604 (ประมาณก่อนพุทธศักราช 61ปี)

2.2 ศาสนาขงจื้อ เวลาเกิด ประมาณก่อน ค.ศ. 550 (ประมาณก่อนพุทธศักราช 27 ปี)

2.3 ศาสนาชินโต เวลาเกิด ประมาณก่อน ค.ศ. 660 (ประมาณก่อนพุทธศักราช 117 ปี)

3. ศาสนาในกลุ่มเซมิติก

3.1 ศาสนายิว(หรือยูดาย) เวลาเกิด ก่อนพุทธศักราช ประมาณ 1700-2000 ปี

3.2 ศาสนาโซโรอัสเตอร์ (หรือปาร์ซี) เวลาเกิด ประมาณก่อน ค.ศ. 660 (ประมาณก่อนพุทธศักราช 117ปี)

3.3 ศาสนาคริสต์ เวลาเกิด ประมาณก่อน ค.ศ. 4 ปี(ประมาณพุทธศักราช 547ปี)

3.4 ศาสนาอิสลาม เวลาเกิด ประมาณ ค.ศ. 570 (ประมาณพุทธศักราช 1113)


---------------------------------------------

คำถามท้ายบท ชุดที่ 1


1.คำว่า ศาสนา เป็นภาษาอะไร มีความหมายตามตัวอักษรว่าอะไร

2. ในภาษาอังกฤษ ศาสนาตรงกับคำว่าอะไร มีรากศัพท์มาจากภาษาอะไร

3. ศาสนาประเภทเทวนิยม (Theism) มีความเชื่อสำคัญว่าอย่างไร

4. ศาสนาประเภทอเทวนิยม (Atheism) มีความเชื่อสำคัญว่าอย่างไร

5. คนโบราณเข้าใจว่าเหตุใดทำให้เกิดฟ้าแลบ และฟ้าผ่า

6. ความต้องการของมนุษย์มี ๓ อย่าง อะไรบ้าง

7. ศาสนาสนองความต้องการของมนุษย์ในด้านใดใน ๓ อย่างนั้น

8. ปัจจัย ๔ ที่จะสนองความต้อการของมนุษย์มีอะไรบ้าง

9. ให้ยกตัวอย่างศาสนา ประเภทเทวนิยม มาสัก ๓ ศาสนา

10.ให้ยกตัวอย่างศาสนา ประเภทอเทวนิยม มาสัก ๒ ศาสนา

-----------------------------------------------

คำถามท้ายบท ชุดที่ 2

1. องค์ประกอบของศาสนามีอะไรบ้าง จงบอกมาให้ครบ

2.โมเสส เป็นศาสดาของศาสนาใด

3. พระเยซู เป็นศาสดาของศาสนาใด

4. นะบีมะหะหมัด เป็นศาสดาของศาสนาใด

5. คัมภีร์พระเวท เป็นคัมภีร์ของศาสนาใด

6. คัมภีร์เก่า(Old Testament) เป็นคัมภีร์ของศาสนาใด

7. คัมภีร์อัล-กุรอาน เป็นคัมภีร์ของศาสนาใด

8. พิธีสวมสายยัชโญปวีตหรือสายธุรำ เป็นศาสนพิธีของศาสนาใด

9. พิธีล้างบาป เป็นศาสนพิธีของศาสนาใดบ้าง

10. พิธีฮัจญ์ เป็นศาสนพิธีของศาสนาใด

-------------------------------------------

คำถามท้ายบท ชุดที่ 3

1. เทวสถานหรือเทวาลัย เป็นศาสนสถานของศาสนาใด

2. วัด โบสถ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร เป็นศาสนสถานของศาสนาใด

3. สุเหร่าหรือมัสยิด เป็นศาสนสถานของศาสนาใด

4. ศาสนาใดกวดขันเรื่องการดำเนินชีวิตตามหลักอาศรม ๔

5. ศาสนาใดกวดขันเรื่องไปสวดมนต์ที่โบสถ์ในวันอาทิตย์

6. ศาสนาใดกวดขันเรื่องการละหมาด

7. ศาสนาใดกวดขันเรื่องไตรสรณาคมน์

8. ศาสนาในกลุ่มของอารยันมีศาสนาอะไรบ้าง

9. ศาสนาในกลุ่มของเซมิติกมีศาสนาอะบ้าง

10. ศาสนาในกลุ่มมองโกลมีศาสนาอะไรบ้าง




Monday, 14 June 2010

Buy Kindle Wireless Reading Device at Amazon Market

หัวข้อการสอน


หัวข้อการสอน (COURSE OUTLINE)


ชื่อวิชา ศาสนศึกษา

รหัสวิชา BU ๕๐๑๐

ผู้สอน พลเรือตรี รศ. ทองใบ ธีรานันทางกูร



๑. คำอธิบายรายวิชา

ศึกษาวิชาศาสนา ซึ่งหลักสูตรเดิมใช้ชื่อว่า วิชาศาสนาต่างๆ เป็นการศึกษาศาสนาในโลกที่ยังมีผู้คนนับถืออยู่ ในมิติต่างๆ แต่มิได้มุ่ง เปรียบเทียบความดีงามของแต่ละศาสนา ขอบเขตของการศึกษา มุ่งให้ศึกษาศาสนาใน 3 สายของโลก คือ 1.ศาสนาสายอารยัน 2.ศาสนาสายมองโกล และ 3.ศาสนาสายเซมิติก.



๒. ความมุ่งหมาย เพื่อให้ผู้ศึกษา

๑. มีจิตสำนึกในทางคุณธรรมและจริยธรรม

๒. เกิดความรักและความผูกพันกับศาสนาที่ตนนับถืออยู่

๓. เข้าใจถึงพิธีกรรมทางศาสนาอย่างถูกต้อง

๔. เรียนรู้คุณธรรมทางศาสนาที่มีความจำเป็นต่อสังคมในปัจจุบัน

๕. นำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและการปฏิบัติหน้าที่การงาน



๓. เนื้อหาวิชา

๑. ความหมายของศาสนา

๒. ศาสนายิว(ยูดาย)

๓ .ศาสนาคริสต์

๔. ศาสนาอิสลาม

๕. ศาสนาโซโรอัสเตอร์

๖. ศาสนาบาไฮ

๗. พราหมณ์-ฮินดู

๘. ศาสนาเชน

๙. ศาสนาพุทธ

๑๐. ศาสนาสิกข์

๑๑. ศาสนาเต๋า

๑๒. ศาสนาขงจื้อ

๑๓. ศาสนาชินโต



๔. วิธีสอนและกิจกรรม

๑. การบรรยาย

๒. การอภิปรายซักถาม

๓. การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม

๔. ให้นักศึกษาทำรายงานที่อาจารย์ผู้สอนมอบหมาย

๕. ให้นักศึกษาตอบทำแบบฝึกหัดท้ายบทเรียน



๕. สื่อการเรียนการสอน

๑. เว็บบล็อกวิชาศาสนศึกษา และเว็บไซท์ต่างๆ

๒. แผ่นใส

๓. แผ่นภาพ

๔. รูปภาพเกี่ยวกับศาสนาต่างๆ

๕. เพาเวอร์ พ้อยท์



๖. การประเมินผล

๑. ประเมินจากความใส่ใจเข้าเรียนและทำงานที่ได้รับมอบหมายทั้งในระดับส่วนบุคคลและทำงานเป็นกลุ่ม ๒๐ %

๒. การสอบเก็บคะแนนระหว่างภาคเรียน ๑ ครั้ง ๓๐ %

๓. การสอบปลายภาคเรียน ๕๐ %



๗. หนังสืออ่านประกอบ

๑. คูณ โทขันธ์, รองศาสตราจารย์,ศาสนาเปรียบเทียบ, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์,2537.

๒.ทองใบ ธีรานันทางกูร,พลเรือตรี รศ., คำสอนวิชาจริยศาสตร์, ม.ป.ป.

๓. วนิดา ขำเขียว, ศาสนาเปรียบเทียบ, นนทบุรี : สำนักพิมพ์เจนเดอร์เพรส, 2541.

๔. สุจิตรา อ่อนค้อม, รองศาสตราจารย์ ดร., ศาสนาเปรียบเทียบ, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ดวงแก้ว, 2545.

๕. เสฐียร พันธรังษี,ศาสตราจารย์พิเศษ, ศาสนาเปรียบเทียบ, กรุงเทพฯ : สมาคมศิษย์เก่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2534.

๖. เว็บบล็อกเรื่อง ศาสนศึกษา( Religious Studies) จัดทำโดย พลเรือตรี รศ. ทองใบ ธีรานันทางกูร ผู้สอน



๘. รายละเอียดการสอน

สัปดาห์ที่ ๑ ความหมายของศาสนา (๓ คาบเรียน)

-ประเภทของศาสนา

-คุณค่าของศาสนา

-มูลเหตุหรือบ่อเกิดของศาสนา

-องค์ประกอบของศาสนา

-ศาสนากับลัทธิ

-ศาสนากับปรัชญา

-แบบของการศึกษาศาสนา

-ศาสนาสำคัญของโลก ๑๒ ศาสนา



สัปดาห์ที่ ๒ ศาสนายิวหรือยูดา ( ๓ คาบเรียน)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาของศาสนายิวหรือยูดา

-ศาสดาของ ศาสนายิวหรือยูดา

-คัมภีร์ของ ศาสนายิวหรือยูดา

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของศาสนายิวหรือยูดา

-พิธีกรรมของศาสนา ศาสนายิวหรือยูดา

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนายิวหรือยูดา

-นิกายสำคัญของศาสนายิวหรือยูดา

-สัญลักษณ์ของศาสนายิวหรือยูดา

-บทบาทของศาสนายิวหรือยูดา



สัปดาห์ที่ ๓ ศาสนาคริสต์( ๓ คาบเรียน)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาของศาสนาคริสต์

-ศาสดาของศาสนาคริสต์

-คัมภีร์ของศาสนาคริสต์

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของศาสนาคริสต์

-พิธีกรรมของศาสนาคริสต์

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาคริสต์

-นิกายสำคัญของศาสนาคริสต์

-สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์

-บทบาทของศาสนาคริสต์ต่อสังคม



สัปดาห์ที่ ๔ ศาสนาอิสลาม(๓ คาบเรียน)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาของศาสนาอิสลาม

-ศาสดาของศาสนาอิสลาม

-คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของศาสนาอิสลาม

-พิธีกรรมของศาสนาอิสลาม

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาอิสลาม

-นิกายสำคัญของศาสนาอิสลาม

-สัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม

-บทบาทของศาสนาอิสลามต่อสังคม



สัปดาห์ที่ ๕ ศาสนาโซโรอัสเตอร์ (๓ คาบเรียน)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาของศาสนาโซโรอัสเตอร์

-ศาสดาของศาสนาโซโรอัสเตอร์

-คัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของศาสนาโซโรอัสเตอร์

-พิธีกรรมของศาสนาโซโรอัสเตอร์

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาโซโรอัสเตอร์

-นิกายสำคัญของศาสนาโซโรอัสเตอร์

-สัญลักษณ์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์

-บทบาทของศาสนาโซโรอัสเตอร์ต่อสังคม



สัปดาห์ที่ ๖ ศาสนาบาไฮ (๓ ชั่วโมง)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาของศาสนาบาไฮ

-ศาสดาของศาสนาบาไฮ

-คัมภีร์ของศาสนาบาไฮ

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของ ศาสนาบาไฮ

-พิธีกรรมของศาสนาบาไฮ

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาบาไฮ

-นิกายสำคัญของศาสนาบาไฮ

-สัญลักษณ์ของศาสนาบาไฮ

-บทบาทของศาสนาบาไฮ



สัปดาห์ที่ ๗ ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู (๓ คาบเรียน)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

-ศาสดาของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

-คัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

-พิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

-นิกายสำคัญของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

-สัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู

-บทบาทของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูต่อสังคม



สัปดาห์ที่ ๘ สอบทบทวนครั้งที่ ๑ (๓ คาบเรียน)



สัปดาห์ที่ ๙ ศาสนาพุทธ (๓ คาบเรียน)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาของศาสนาพุทธ

-ศาสดาของศาสนาพุทธ

-คัมภีร์ของศาสนาพุทธ

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของศาสนาพุทธ

-พิธีกรรมของศาสนาพุทธ

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาพุทธ

-นิกายสำคัญของศาสนาพุทธ

-สัญลักษณ์ของศาสนาพุทธ

-บทบาทของศาสนาพุทธต่อสังคม



สัปดาห์ที่ ๑๐ ศาสนาเชน (๓ คาบเรียน)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาศาสนาเชน

-ศาสดาของศาสนาเชน

-คัมภีร์ของศาสนาเชน

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของศาสนาเชน

-พิธีกรรมของศาสนาเชน

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาเชน

-นิกายสำคัญของศาสนาเชน

-สัญลักษณ์ของศาสนาเชน

-บทบาทของศาสนาเชนต่อสังคม



สัปดาห์ที่ ๑๑ ศาสนาสิข (๓ คาบเรียน)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาของศาสนาสิข

-ศาสดาของศาสนาสิข

-คัมภีร์ของศาสนาสิข

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของศาสนาสิข

-พิธีกรรมของศาสนาสิข

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาสิข

-นิกายสำคัญของศาสนาสิข

-สัญลักษณ์ของศาสนาสิข

-บทบาทของศาสนาสิขต่อสังคม



สัปดาห์ที่ ๑๒ ศาสนาเต๋า (๓ คาบเรียน)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาศาสนาเต๋า

-ศาสดาของศาสนาเต๋า

-คัมภีร์ของศาสนาเต๋า

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของศาสนาเต๋า

-พิธีกรรมของศาสนาเต๋า

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาเต๋า

-นิกายสำคัญของศาสนาเต๋าสิกข์

-สัญลักษณ์ของศาสนาเต๋า

-บทบาทของศาสนาเต๋าต่อสังคม



สัปดาห์ที่ ๑๓ ศาสนาขงจื้อ (๓ คาบเรียน)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาศาสนาขงจื้อ

-ศาสดาของศาสนาขงจื้อ

-คัมภีร์ของศาสนาขงจื้อ

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของศาสนาขงจื้อ

-พิธีกรรมของศาสนาขงจื้อ

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาขงจื้อ

-นิกายสำคัญของศาสนาเต๋าขงจื้อ

-สัญลักษณ์ของศาสนาขงจื้อ

-บทบาทของศาสนาขงจื้อต่อสังคม



สัปดาห์ที่ ๑๔ ศาสนาชินโต (๓ คาบเรียน)

-จุดเด่นและประวัติความเป็นมาศาสนาชินโต

-ศาสดาของศาสนาชินโต

-คัมภีร์ของศาสนาชินโต

-หลักคำสอนสำคัญบางประการของศาสนาชินโต

-พิธีกรรมของศาสนาชินโต

-จุดหมายปลายทางสูงสุดของศาสนาชินโต

-นิกายสำคัญของศาสนาเต๋าชินโต

-สัญลักษณ์ของศาสนาชินโต

-บทบาทของศาสนาชินโตต่อสังคม



สัปดาห์ที่ ๑๕ นำเสนอรายงานที่อาจารย์มอบหมายแก่ผู้เรียน (๓ คาบเรียน)

สัปดาห์ที่ ๑๖ นำเสนอรายงานที่อาจารย์มอบหมายแก่ผู้เรียน และสรุปบทเรียนทั้งภาคเรียน (๓ รายคาบ)














Total Pageviews